กะเทยประท้วงลั่นเปล่าป่วยทางจิต
Last Updated on Saturday, 14 May 2011 Written by Administrator Wednesday, 04 May 2011
กะเทยประท้วงลั่นเปล่าป่วยทางจิต
เครือข่ายกะเทยไทย ลุกฮื้อลั่นไม่ได้ป่วยทางจิต หวั่นเป็นคนชายขอบของสังคมและกฎหมาย จี้รัฐให้ความสำคัญแก้กฎหมายสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
พร้อมทั้งกระตุ้นรัฐยกระดับสิทธิมนุษยชนและสิทธิสุขภาพเพื่อกะเทยไทย ซึ่งมีนายกิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย นายเปรมปรีดา ปราโมช ณ อยุธยา คณะทำงานเครือข่ายเอพีทีเอ็น นายเจษฎา แต้สมบัติ ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยร่วมบรรยาย พร้อมทั้งยังมี นพ.แท้จริง ศิริพานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นางวิสา เบ็ญจมะโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายนที ธีระโรจนพงษ์ ประธานกลุ่มเกย์การเมืองแห่งประเทศไทย รวมถึงตัวแทนจากกรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายกะเทยไทยจากสาขาวิชาชีพต่าง ๆ เข้าร่วมจำนวนมาก
โดย นายกิตตินันท์ กล่าวว่า กะเทยไทยเหมือนกับติดลบอยู่ในสังคม เวทีเสวนานี้จึงเป็นการเปิดเวทีให้กะเทยสาวประเภทสองที่เป็นนักกิจกรรมและคน ทำงานเคลื่อนไหวในประเด็นสิทธิมนุษยชน และสุขภาพได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนและนำเสนอข้อมูล ทั้งในมิติสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต สิทธิมนุษยชน เสียงสะท้อนจากชุมชนและการจัดสวัสดิการสังคมให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการ ร่างนโยบาย และได้รับข้อมูลจากกะเทยในทิศทางที่เหมาะสมและรอบด้านมากขึ้น ซึ่งเราจะต้องผลักดันเรื่องนี้ต่อไปจนกว่ากะเทยจะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน เหมือนกับเพศทั่วไป
นายเปรมปรีดา กล่าวว่า สืบเนื่องจากการที่มีวิวาทะผ่านสื่อต่อการดำเนินโครงการหนึ่งที่ทำการผ่าตัด แปลงเพศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายให้กับกะเทยสาวประเภทสองจำนวนหนึ่งจนกระทั่งเกิด คำศัพท์ใหม่ที่ถูกใช้โดยสื่อ เช่น แปลงเพศเอื้ออาทร และยิ่งกว่านั้นยังมีการอธิบายคำว่า กะเทย สาวประเภทสองหรือผู้หญิงข้ามเพศ ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอาการป่วยที่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัย ใหม่ในการรักษาให้ร่างกาย จิตใจ
รวมถึงความรู้สึกเกี่ยวกับความเป็นเพศนั้นต้องสอดคล้องกัน ทั้งนี้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกส่วนบุคคลเกี่ยวกับร่างกาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกที่จะปรับเปลี่ยนร่างกายโดยพึ่งพาการแพทย์หรือ ศัลยกรรม หรือเป็นเพียงระดับของการแสดงออกความเป็นเพศในรูปแบบอื่นๆ เช่น การแต่งกาย โวหารการพูด และกริยามารยาท
การที่คณะกรรมการอำนวยการสมาคมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเพื่อสุขภาพของคนข้ามเพศ มองว่า บุคลิกภาพที่เชื่อมโยงกับเพศภาวะ รวมถึงอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่ยึดติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นปรากฎการณ์ที่แตกต่างกันเปรียบได้กับวัฒนธรรมของมนุษย์ที่แตกต่างกันจึง ไม่ควรตัดสินว่าเป็นเรื่องของความป่วยไข้หรือมองในทางลบ เพราะจะทำให้คนข้ามเพศมีโอกาสที่จะถูกกีดกัน ทำให้เป็นคนชายขอบในทั้งทางสังคมและกฎหมาย รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการดำเนินชีวิตทั้งทางกายและใจอีกด้วย อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยควรตระหนักให้องค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวข้อง กับประเด็นดังกล่าวควรศึกษาให้เท่ากัน และร่วมผลักดันกฎหมาย นโยบาย ให้เกิดความเหมาะสม ตลอดถึงคนไทยควรล้มล้างมุมมองว่าความต่างเป็นความป่วย อย่างไรก็ทางเครือข่ายฯ จะมีการขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกับอีก 41 ประเทศที่มี 161 กลุ่มเครือข่าย เพื่อรณรงค์เรื่องการหยุดระบุว่ากะไทยป็นผู้ป่วยทางจิตให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ภายในปี พ.ศ. 2555 โดยนำประเทศฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างที่ถอนตัวจากการลงนามร่วมไม่ให้ดับบิวเอชโอ ระบุอยู่ในคู่มือทางการแพทย์ว่ากะเทยเป็นผู้ป่วยทางจิต
ด้าน นายเจษฎา กล่าวว่า สิทธิในการกำหนดเจตจำนงในวิถีชีวิตทางเพศของกะเทยถูกควบคุม ครอบงำจากองค์ความรู้ทางการแพทย์ผ่านการะบุว่ากะเทยเป็นผู้ป่วยที่มีความผิด ปกติด้านอัตลักษณ์ทางเพศมีสภาพจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพของตนเองนั้นขัดกับรัฐ ธรรมนูญ 50 มาตรา 4 ที่บัญญัติเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครอง รวมถึงปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและหลักการยอกยาตาร์ว่าด้วยการใช้ กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในประเด็นวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศได้ คุ้มครองจากการกระทำที่มิชอบโดยทางการแพทย์ที่บัญญัติว่า ไม่ว่าทางการแพทย์จะมีการจัดวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศไว้ในกลุ่มใดต้อง ถือว่าวิถีทางเพศและอัตลักษณ์ของบุคคลไม่ใช่อาการเจ็บป่วยจึงต้องได้รับการ รักษาหรือแก้ไขหรือระงับบรรเทา
แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ากะเทยมีแนวโน้มสูงในการถูกละเมิดสิทธิถูกเลือก ปฏิบัติ จากรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนปี พ.ศ.2547-2550 ในประเทศไทยของ กสม.พบว่า กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเด็นการเลือกปฏิบัติและการละเมิด สิทธิ เช่น ระเบียบของสถาบันศึกษาที่ห้ามนักเรียนแต่งชุดนักศึกษาข้ามเพศและการเข้ารับ พระราชทานปริญญาบัตร รวมถึงในสาขาบางวิชาที่ไม่ได้ถูกระบุเป็นกฎระเบียบที่ชัดเจนแต่เมื่อบุคคล ที่มีความหลากหลายทางเพศไปสมัครกลับถูกปฏิเสธ
ดังนั้นการระบุว่ากะเทยเป็นผู้ป่วยถือว่าเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมทัศนคติ รังเกียจเป็นผลในเชิงลบมากกกว่าเชิงบวก เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทาง กฎหมาย นโยบาย สังคมและวัฒนธรรมพิทักษ์ รับรองและคุ้มครองสิทธิของกะเทยนั้นรัฐควรกระทำคือ 1.ต้องปรับการแก้ไขกฎหมายให้รับรองและคุ้มครองสถานะของบุคคลที่มีความหลาก หลายทางเพศ
2.การยกเลิกหรือการปรับแก้ไขกฎหมายเดิมที่ริดลอนและละเมิดสิทธิ 3.การเพิ่มกลไกในการคุ้มครองและเรียกร้องความเป็นธรรมให้มีความละเอียดอ่อน ต่อมิติเพศภาวะและเพศวิถีที่มีความหลากหลาย 4.สนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งกลุ่ม องค์กร เครือข่ายต่าง ๆ ที่ทำงานในเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมทางสังคมต้องได้รับการรับรอง จากกฎหมายและปราศจากการแทรกแซง และ 5.ต้องสร้างความตระหนักความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนผ่านการสร้างความรู้โดย บรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษาในระบบการศึกษาของรัฐไทย
ขณะที่ นพ.แท้จริง กล่าวว่า ตนคิดว่าในขณะนี้กะเทยสาวประเภทสองของไทยยังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และถูกเลือกปฏิบัติอยู่มาก ซึ่งการที่กลุ่มคนดังกล่าวออกมารวมตัวกันนั้นก็เพราะเขาได้รับผลกระทบ การที่เป็นกะเทยสาวประเภทสองนั้นไม่ใช่เรื่องของการป่วยผิดปกติทางจิตแต่ อย่างใด แต่เป็นเรื่องความหลากหลายทางธรรมชาติที่สังคมอาจจะยังไม่เข้าใจ กะเทยเปรียบเสมือนเป็นคนกลุ่มน้อยที่สังคมมักจะมองข้าม รังแกและเอาเปรียบจนกลายเป็นผู้ถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว ทำให้เขาต้องออกมารวมตัวกัน เพื่อแสดงว่าเขาต้องได้รับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเหมือนคนทั่วไป
สำหรับ นายนที กล่าวว่า ในส่วนเรื่องการเกณฑ์ทหารนั้นขอให้กะเทยไทยลุกขึ้นมาเรียกร้อง และขอให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาด้วย ดังนั้นอย่าตีตรากะเทยไม่ว่าจะเรื่องหน้าอกผิดรูปที่เมื่อเวลาไปสมัครงานนาย จ้างคิดว่าเป็นความผิดปกติทางร่างกายที่ไม่สมบูรณ์มากกว่า อีกทั้งขอฝากให้กะไทยลุกขึ้นมารณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง เรามีรัฐธรรมนูญมาตรา 30 เรื่องการห้ามเลือกปฏิบัติทางเพศนั้นจึงอยากฝากให้เป็นกฎหมายคู่ชีวิตที่ กะเทยต้องเรียกร้อง เพราะไม่มีใครคนใดคนหนึ่งทำได้ เราต้องร่วมใจกัน
ส่วน น.ส.นัยนา สุภาพึ่ง ผอ.มูลนิธิธีรนเรก กาญจนอักษร์ และอดีต กสม. กล่าวว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย เช่น กสม. กระทรวงกลาโหม เห็นประโยชน์เปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎกติกาเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นั้นต้องเปิดประตู เพื่อรับฟังปัญหาหาทิศทางแนวทางในการแก้ไข เพราะเมื่อออกกฎกติกาแก้ไขปัญหาครั้งใด คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เคยมีกระบวนการเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็น แต่ไปให้ความสำคัญกับนักเทคนิคที่ไม่ได้เผชิญปัญหาโดยตรง.
ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 21 เมษายน 2554 เวลา 17:00 น
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=134143&categoryID=38



