ห่วงข่าว 'จิ๋มเอื้ออาทร' เด็กเลียนแบบ แฉหลัง 'เฉือน' ไม่สนุก ปัญหาอื้อซ่า
Last Updated on Sunday, 13 March 2011 Written by Administrator Tuesday, 01 March 2011
ห่วงข่าว 'จิ๋มเอื้ออาทร' เด็กเลียนแบบ แฉหลัง 'เฉือน' ไม่สนุก ปัญหาอื้อซ่าไทยรัฐออนไลน์ โดย ทีมข่าวไลฟ์สไตล์ออนไลน์ 28 กุมภาพันธ์ 2554
อธิบดีกรมสุขภาพจิต ซัดสื่อนําเสนอข่าวแปลงเพศเอื้ออาทรอันตรายมากกว่าได้ประโยชน์ ด้านมีเดียมอนิเตอร์ หวั่นเสพมากกล่อมประสาทจนคนแห่มาผ่าตัดเพราะแฟชั่นมากกว่าความจําเป็นทางการแพทย์...
กลายเป็นเรื่องถกเถียงกันไม่จบสิ้นกับกรณี "โครงการจิ๋มเอื้ออาทร" ที่รับแปลงเพศเอื้ออาทรให้กับสตรีข้ามเพศฟรีๆ พร้อมกันนี้ยังมีรายการเรียลลิตี้แปลงเพศให้ชมกันอย่างโจ่งครึ่ม สร้างแรงกระเพื่อมจนคนแห่มาใช้บริการเฉาะฟรีจํานวนมาก ล่าสุดผุดโครงการที่ 2 ขึ้นมา ซึ่งได้รับความนิยมถล่มทลายดูจากยอดจํานวนคนที่มาแห่มาใช้บริการเพิ่มมากมาย ตั้งแต่ วัยรุ่น วัยกลางคนและคนชรา ส่งผลให้หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วง
นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิตออกโรงเตือนผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า กรมสุขภาพจิตติดตามข่าวสารการนําเสนอข่าวของสื่อสารมวลชนเรื่อง “แปลงเพศเอื้ออาทร” ตั้งแต่เริ่ม จนกระทั่งเข้าโครงการที่ 2 อยางใกล้ชิดพบว่าการนําเสนอของเจ้าของโครงการและสื่อหลายแขนงให้น้ำหนักความสําคัญกับเรื่องนี้มากเกินไป จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดีแน่นอน
“ตามสถิติแล้วบรรดากะเทยซึ่งมีจํานวนน้อยมากในประเทศ ปฏิเสธการรับบริการผ่าตัดมากกว่าอยากผ่า ซึ่งการประโคมข่าวแบบนี้มันเร้าในการตัดสินใจ จริงๆ การผ่าตัดมีความเสี่ยงมหาศาล การนําเสนอข่าวนี้ผ่านสื่อชั้นนําของประเทศมากและถี่มันอาจจะไปกระตุ้นในการตัดสินใจของคนเหล่านี้ด่วนตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป ซึ่งความจริงแล้วจะแปลงเพศหรือไม่นั้นคนๆ นั้นต้องใช้เวลาถามใจตัวเองระยะใหญ่ว่าแน่ใจขนาดต้องแปลงเพศและแบบนั้นตลอดไปได้หรือไม่”
มิหนําซ้ําสิ่งที่สื่อนําเสนอออกไป น่าเป็นห่วงว่าสื่อเหล่านี้ไม่มีการพูดถึงความยากลําบากในการผ่าตัดเสร็จแล้วว่า เขาต้องดูแลตัวเองไปตลอดชีวิต ไม่ได้สําเร็จรูป ผ่าแล้วสวยๆเหมือนผู้หญิงแบบที่รายการทีวีมักจะเลือกน้ําหนักด้านดี สวยงาม มากกว่าด้านร้ายๆ มานําเสนอ
“เช่น เขาไม่เคยบอกว่าหลังจากผ่าตัดแปลงเพศฟรีเสร็จแล้ว มันมีความยุ่งยากและลําบากมากแค่ไหนในเรื่องการดูแลและการใช้ชีวิต ไหนจะเรื่องการดูแลรักษา เรื่องการใช้ที่ถูกวิธี เรื่องกินยาฮอร์โมน เรียกว่าค่าดูแลรักษามากกว่าที่เขายกให้หลายเท่าตัว”
อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวด้วยว่า อีกสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ รายการทีวีเรียลลิตี้ที่มีการนําเสนอ การที่คนแห่มาใช้บริการแปลงเพศเอื้ออาทรมากๆ มันจะทําให้คนที่อยากจะขอรับบริการจริงๆ ซึ่งมีเปอร์เซนต์น้อยมาแย่งคิวการผ่าตัดแปลงเพศของพวกเขาไปเนื่องจากกระบวนการแปลงเพศนี้มันใช้เวลานานมากๆ คําถามก็คือการที่สื่อประโคมข่าวออกไปแล้วมีคนมาใช?บริการมากขึ้น ประเทศนี้มีจิตแพทย์มากที่จะใช้เวลาเฝ้าประเมินคนไข้ทั้งสภาพร่างกาย จิตใจแล้วหรือยัง ซึ่งต่อให้มีเงินก็ไม่ได้ง่ายๆ ที่สําคัญการเสนอเรื่องราวพร้อมภาพของสื่อเหล่านี้มันไปถึงเด็ก ซึ่งใช้อารมณ์ควบคุมนี่คือสิ่งที่ผู้ทําโครงการและรายการมองข้ามไป
“คุณลองคิดดูว่าเพื่อแก้ปัญหากับกลุ่มคนเล็กๆ ต้องใช้ทรัพยากรคน และเวลาจํานวนมากแต่มันมาทําให้ปะปนกับคนที่เป็นเพศที่สามโดยไม่อยากเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นรายการทั้งหลายต้องตระหนักว่าคุณกําลังเสนอรายการที่มีผลร้ายมากกว่าผลดี ผมอยากจะบอกว่าแค่คําเตือนว่าโปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมไม่น่าจะช่วยอะไรได้ ผมมองว่าต้นเหตุที่ทําให้กระแสข่าวนี้ออกมาก็คือคนที่ริเริ่มโครงการนี้” อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว
ขณะเดียวกัน นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม หรือ มีเดียมอนิเตอร์ กล่าวว่า เรื่องเพศในจิตใจไม่ตรงกับสภาวะทางร่างกาย เราเข้าใจ แต่พอทําเป็นการตลาดและสื่อโหมโฆษณาทําให?คนทั่วไปเข้าใจว่ามันเข้าถึงได้ง่าย จนจากการผ่าตัดเพราะความจําเป็นทางจิตใจกลายเป็นการผ่าเพื่อความต้องการทางแฟชั่นไป ซึ่งเป็นเรื่องอันตราย
“จริงๆ เรื่องแบบนี้ในต่างประเทศเขาไม่ได้โฆษณากันมาก เพราะมันมีผลกระทบทางสังคม ยิ่งปัจจุบันตามสถิติอายุคนที่ผ่าตัดน้อยลงเรื่อยๆ ส่งผลให้การคัดกรองต่างๆ ที่เคยมีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พอมันออกมารูปนี้ ผมห่วงว่ากระบวนการคัดกรองจะน้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดี”
มีเดียมอนิเตอร์ แนะนําว่า วิธีการเสนอเรื่องราวเหล่านี้ต้องระมัดระวัง ไม่ใช่เสนอแค่เพียงผลสําเร็จ ต้องฉายภาพหลังทําไปแล้วเขาใช้ชีวิตต่อเนื่องเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับทางสังคมรอบข้าง การเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพ ร่างกาย จิตใจ เป็นอย่างไรทําแล้วถือว่าประสบความสําเร็จทางชีวิตหรือไม่ นําเสนอให้เห็นผลกระทบในระยะยาวอีก10-20 ปีว่าเขาจะเจออะไรบ้างเมื่อร่างกายเปลี่ยนไป
“ต้องไม่ฉาบฉวย ไม่ใช่แค่ให้ถ่ายขั้นตอนในการทําระยะแรกแล้วก็ตบไป เพราะหากสื่อนําเสนอประเด็นนี้ดีๆ มันทําใหคัดกรองและเป็นการย้ําเตือนให้คนที่อยากจะไปผ่าตัดได้คิดอีก อย่าลืมว่าถ้าคุณตัดสินใจผิด ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปเลย ไม่ใช่เฉพาะตัวคุณเมื่อผ่าตัดไปแล้ว เกี่ยวข้องกับคนรอบข้าง เพื่อน พ่อแม่ พี่น้องคุณ ถ้าเกิดคุณมีภาระความรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายคุณรับไหวไหม ดังนั้นเรื่องการตัดสินใจผ่าตัดทางเพศไม่ใช่เรื่องสิทธิ์สวนบุคคลอย่างเดียว ความรับผิดรับชอบมันต้องเกี่ยวข้องรวมกับของคนอื่นด้วย ผมว่าทําแบบนี้ไป ทําแบบที่เขาทํารายการสารคดี มันอาจจะเป?นการชี้ช่องไม่ครบมากกว่าการแพทย์มาสนองแล้วทําให้คนรู้สึกอยาก อย่าลืมว่าผู้คนเห็นว่าอะไรออกอากาศทางทีวีมันถูกต้อง น่าเชื่อถือ เข้าใจได้ จริงๆ ไม่ใช่หลายสิ่งก็เป็นเรื่องจริงเสี้ยวเดียว” มีเดียมอนิเตอร?กล่าวสรุป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/life/151983



