รู้จักพระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์
Last Updated on Sunday, 22 August 2010 Written by Administrator Sunday, 18 July 2010
รู้จัก พระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์
โดย กลุ่มงานประกันสุขภาพ อังคารที่ 13 กรกฎาคม 2010
วานนี้ (12 ก.ค.) ที่กระทรวงสาธารณสุข นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับร่างพระราช บัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ ว่า คณะอนุกรรมการของคณะกรรมการอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว กฎหมายฉบับนี้มีความสอดคล้องใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
* รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในมาตรา 6 ที่ระบุว่า สุขภาพหญิงในด้านสุขภาพทางเพศ และสุขภาพของระบบเจริญพันธุ์ ซึ่งมีความจำเพาะซับซ้อน และมีอิทธิพลของหญิงตลอดช่วงชีวิต ต้องได้รับการสร้างเสริมและคุ้มครองอย่างสอดคล้องและเหมาะสม
* เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ระบุไว้ว่า คนไทยทุกเพศทุกวัย จะต้องมีอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ดี และ
* สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้อตกลงที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ พ.ศ.2537 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูป แบบ จึงจำเป็นต้องมีพ.ร.บ. คุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ได้รับรองและคุ้มครองสิทธิให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ให้ได้รับบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างเสมอภาค ทั่วถึง และมีคุณภาพ ซึ่งจะครอบคลุมการให้บริการของสถานพยาบาลทุกประเภท ทุกระดับ และทุกสังกัด ไม่ว่าจะสังกัดกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย หรือเอกชนก็ตาม รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ หลักใหญ่ คือ สถานบริการจะต้องมีหน้าที่ให้คำปรึกษา และให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ ขณะเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้จะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องไม่ปฏิบัติการใดๆ ที่เป็นการขัดขวางต่อการลาคลอด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การไม่ล่วงละเมิดสิทธิหรือคุกคามทางเพศ รวมทั้งจะต้องให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือสตรีที่มีครรภ์ สตรีที่ไม่พร้อมมีบุตรหรือไม่พร้อมเลี้ยงดูบุตรเป็นต้น
ทั้งนี้ จะมีคณะกรรมการอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ หรือ กอช.1 ชุด มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธาน ผู้ทรงคุณวุฒิ 14 คน และอธิบดีกรมอนามัยเป็นเลขานุการ เพื่อให้การรับรองสิทธิและการคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกเพศทุกวัยด้าน อนามัยการเจริญพันธุ์ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งเสียชีวิต
นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ในวันนี้ที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความเห็นประกอบเพิ่มเติม ในฐานะที่เป็นหน่วยบริการสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เช่น ประเด็นความครอบคลุมของสถานพยาบาลทุกระดับ ทุกประเภท เพื่อให้การบริการครอบคลุมทั่วถึงยิ่งขึ้น ประเด็นความเที่ยงตรงของการใช้คำในกฎหมายที่ยกร่างซึ่งเป็นรายละเอียดด้าน เทคนิคการเขียนกฎหมาย เพื่อให้คณะอนุกรรมการนำไปประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายฯให้สมบูรณ์ แต่ประเด็นสำคัญก็คืออยากให้มีการทำประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายฉบับนี้ ก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ และที่ประชุม ครม.เพื่อจะเร่งทำให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
โดยเฉพาะในบางมาตราในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เช่น มาตรา 12 ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่ตั้งครรภ์สามารถศึกษาต่อได้หรือสามารถลาคลอด แล้วกลับมาศึกษาต่อได้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นแก่คณะกรรมการไปประกอบการพิจารณา ว่าควรหรือไม่อย่างไร ซึ่งมีความเห็นทั้ง 2 ด้าน ด้านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการส่งเสริมค่านิยมให้เด็กในวัยเรียนตั้ง ครรภ์ แต่อีกด้านหนึ่งมีความเห็นว่าควรเปิดโอกาสให้เด็กที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียนได้ มีโอกาสศึกษาต่อเช่นเดียวกับเยาวชนทั่วไป หากไปตัดโอกาสก็เท่ากับเป็นการซ้ำเติมเด็ก เพราะช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ในระบบเดิมที่มีการไล่เด็กออกจากโรงเรียนขณะตั้งครรภ์ เป็นวิธีการทางลบที่ลงโทษไปที่ตัวเด็กอย่างเดียวจนเด็กเสียอนาคต ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้ทำให้ตัวเลขเด็กที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียนลดลง แต่กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาเด็กหญิงแม่ เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมที่ต้องมาแก้ไข ซึ่งจะนำประเด็นนี้ไปทำประชาพิจารณ์ด้วยเช่นกัน”นายจุรินทร์ กล่าว
รมว.สาธารณสุข กล่าวด้วยว่า ข้อมูลล่าสุดนี้ประเทศไทยมีสถิติ หญิงตั้งครรภ์ปีละประมาณ 8 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นหญิงอายุน้อยกว่า 20 ปีประมาณร้อยละ 15 และมีเด็กหญิงแม่คือตั้งครรภ์ขณะที่อายุน้อยกว่า 15 ปีร้อยละ 1.1 หรือปีละประมาณ 10,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยเรียน โดยอายุที่เหมาะสมในการตั้งครรภ์ของสตรีคืออายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป
อ้างอิงข้อมูลจาก http://mx.kkpho.go.th/uc/index.php?option=com_content&task=view&id=668&Itemid=2
ภาพประกอบจาก http://imthe3rd.exteen.com/20080809/act-as-mom
โดย กลุ่มงานประกันสุขภาพ อังคารที่ 13 กรกฎาคม 2010
วานนี้ (12 ก.ค.) ที่กระทรวงสาธารณสุข นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับร่างพระราช บัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ ว่า คณะอนุกรรมการของคณะกรรมการอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว กฎหมายฉบับนี้มีความสอดคล้องใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่* รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในมาตรา 6 ที่ระบุว่า สุขภาพหญิงในด้านสุขภาพทางเพศ และสุขภาพของระบบเจริญพันธุ์ ซึ่งมีความจำเพาะซับซ้อน และมีอิทธิพลของหญิงตลอดช่วงชีวิต ต้องได้รับการสร้างเสริมและคุ้มครองอย่างสอดคล้องและเหมาะสม
* เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ระบุไว้ว่า คนไทยทุกเพศทุกวัย จะต้องมีอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ดี และ
* สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้อตกลงที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ พ.ศ.2537 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูป แบบ จึงจำเป็นต้องมีพ.ร.บ. คุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ได้รับรองและคุ้มครองสิทธิให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ให้ได้รับบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างเสมอภาค ทั่วถึง และมีคุณภาพ ซึ่งจะครอบคลุมการให้บริการของสถานพยาบาลทุกประเภท ทุกระดับ และทุกสังกัด ไม่ว่าจะสังกัดกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย หรือเอกชนก็ตาม รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ หลักใหญ่ คือ สถานบริการจะต้องมีหน้าที่ให้คำปรึกษา และให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ ขณะเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้จะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องไม่ปฏิบัติการใดๆ ที่เป็นการขัดขวางต่อการลาคลอด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การไม่ล่วงละเมิดสิทธิหรือคุกคามทางเพศ รวมทั้งจะต้องให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือสตรีที่มีครรภ์ สตรีที่ไม่พร้อมมีบุตรหรือไม่พร้อมเลี้ยงดูบุตรเป็นต้น
ทั้งนี้ จะมีคณะกรรมการอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ หรือ กอช.1 ชุด มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธาน ผู้ทรงคุณวุฒิ 14 คน และอธิบดีกรมอนามัยเป็นเลขานุการ เพื่อให้การรับรองสิทธิและการคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกเพศทุกวัยด้าน อนามัยการเจริญพันธุ์ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งเสียชีวิต
นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ในวันนี้ที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความเห็นประกอบเพิ่มเติม ในฐานะที่เป็นหน่วยบริการสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เช่น ประเด็นความครอบคลุมของสถานพยาบาลทุกระดับ ทุกประเภท เพื่อให้การบริการครอบคลุมทั่วถึงยิ่งขึ้น ประเด็นความเที่ยงตรงของการใช้คำในกฎหมายที่ยกร่างซึ่งเป็นรายละเอียดด้าน เทคนิคการเขียนกฎหมาย เพื่อให้คณะอนุกรรมการนำไปประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายฯให้สมบูรณ์ แต่ประเด็นสำคัญก็คืออยากให้มีการทำประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายฉบับนี้ ก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ และที่ประชุม ครม.เพื่อจะเร่งทำให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
โดยเฉพาะในบางมาตราในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เช่น มาตรา 12 ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่ตั้งครรภ์สามารถศึกษาต่อได้หรือสามารถลาคลอด แล้วกลับมาศึกษาต่อได้ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นแก่คณะกรรมการไปประกอบการพิจารณา ว่าควรหรือไม่อย่างไร ซึ่งมีความเห็นทั้ง 2 ด้าน ด้านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการส่งเสริมค่านิยมให้เด็กในวัยเรียนตั้ง ครรภ์ แต่อีกด้านหนึ่งมีความเห็นว่าควรเปิดโอกาสให้เด็กที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียนได้ มีโอกาสศึกษาต่อเช่นเดียวกับเยาวชนทั่วไป หากไปตัดโอกาสก็เท่ากับเป็นการซ้ำเติมเด็ก เพราะช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ในระบบเดิมที่มีการไล่เด็กออกจากโรงเรียนขณะตั้งครรภ์ เป็นวิธีการทางลบที่ลงโทษไปที่ตัวเด็กอย่างเดียวจนเด็กเสียอนาคต ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้ทำให้ตัวเลขเด็กที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียนลดลง แต่กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาเด็กหญิงแม่ เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมที่ต้องมาแก้ไข ซึ่งจะนำประเด็นนี้ไปทำประชาพิจารณ์ด้วยเช่นกัน”นายจุรินทร์ กล่าว
รมว.สาธารณสุข กล่าวด้วยว่า ข้อมูลล่าสุดนี้ประเทศไทยมีสถิติ หญิงตั้งครรภ์ปีละประมาณ 8 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นหญิงอายุน้อยกว่า 20 ปีประมาณร้อยละ 15 และมีเด็กหญิงแม่คือตั้งครรภ์ขณะที่อายุน้อยกว่า 15 ปีร้อยละ 1.1 หรือปีละประมาณ 10,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยเรียน โดยอายุที่เหมาะสมในการตั้งครรภ์ของสตรีคืออายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป
อ้างอิงข้อมูลจาก http://mx.kkpho.go.th/uc/index.php?option=com_content&task=view&id=668&Itemid=2
ภาพประกอบจาก http://imthe3rd.exteen.com/20080809/act-as-mom



