มองกะเทยไทยด้วย ใจ "อวตาร" : ภาพต่างใช่จิตใจต่าง
Last Updated on Saturday, 12 June 2010 Written by Administrator Thursday, 18 March 2010
มองกะเทยไทยด้วยใจ "อวตาร" : ภาพต่างใช่จิตใจต่าง
อยากให้มองกะเทยเหมือนในหนังเรื่องอวตาร ว่า ถ้าเราลองให้พวกเขามาอยู่ในร่างที่เป็นเหมือนกับเรา เราก็จะไม่เห็นความแตกต่างจากคนทั่วไป มีความคิด มีจิตใจ มีมุมมองความเป็นลูกที่ดี อยากมีครอบครัว และต้องการให้สังคมยอมรับในความสามารถ
“กะเทย” หรือ “ตุ๊ด” คำที่หลายคนรู้จักในนาม “ผู้ชาย” ที่อยากเป็น “ผู้หญิง” หรือที่เรียกกันว่า “สาวประเภทสอง” ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นเพียงตัวตลก หรือของแปลกในสังคม หรือกระทั่งถูกผูกติดกับภาพผู้ชายขายบริการทางเพศ หรือพวกที่ชอบใช้ความรุนแรง การปล้นจี้ต่างๆ แต่จะมีใครรู้บ้างว่า การเผยแพร่ข่าวในลักษณะเหมารวมนั้น จะส่งผลให้การดำรงชีวิตของพวกเขามีอุปสรรคแทบทุกด้าน
ดังนั้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แผนสุขภาวะทางเพศ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโครงการกะเทยไทย : สื่อ สุขภาพ สิทธิ์และวิถีชีวิต ได้จัดเสวนา “สื่อมวลชนมีส่วนหนุนเสริมสิทธิมนุษยชนของกะเทย” ขึ้น เพื่อช่วยให้คนในสังคม และสื่อมวลชนมองกะเทยอย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้น ผ่านการนำเสนอข่าวสาร และเรื่องราวต่างๆของกะเทยให้ครอบคลุมหลายมิติโดยไม่เหมารวมความผิดของกะเทย เพียงบางกลุ่มบางคน
ณัฐยา บุญภักดี ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ ในแผนงาน สสส. กล่าวว่า “สื่อเองก็มีส่วนในการช่วยหนุน หรือจำกัดการใช้สิทธิ์ของพวกเขา เพราะหากสื่อเสนอไปในทางลบพวกเขาก็ต้องถูกจำกัดการใช้สิทธิ์ ถูกผลักออกจากการใช้ชีวิตปกติจึงต้องหันไปทำงานที่เสียงต่อการติดโรคต่างๆ หรือต้องดิ้นรนไปแต่งงานกับชาวต่างชาติเพื่อให้ได้สิทธิมนุษยชนที่ดีขึ้น จึงอยากให้สังคมมีความเข้าใจที่ถูกต้องกับคนทุกเพศทุกวัยว่าพวกเขาจะได้รับ ผลกระทบจากสิ่งที่สังคมตีกรอบไว้อย่างไรบ้าง”
ณัฐยายังกล่าวอีกว่า สังคมต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีค่าไป หากไม่ช่วยกันสร้างความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ถูกต้องให้กับสังคมว่า กะเทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของสังคม ที่ควรได้รับสิทธิเท่าเทียมคนทั่วไป
“แท้จริงแล้วแนวทางการนำเสนอข่าวเรื่องเพศ สื่อต้องคำนึงมิให้ล่วงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลที่ตกเป็นข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องให้ความคุ้มครองอย่างเคร่งครัดต่อสิทธิมนุษยชนของเด็ก สตรีผู้ด้อยโอกาส และต้องไม่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์หรือโศกนาฏกรรมจากกลุ่มคนดังกล่าวด้วย”
ด้าน เปรมปรีดา ปราโมช ณ อยุธยา ผู้จัดการโครงการกะเทยไทย : สื่อ สุภาพ สิทธิ์ และวิถีชีวิต พบว่า จากการรวบรวมข้อมูลจากกะเทย 4 จังหวัดเมืองท่องเที่ยว ในกรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่และภูเก็ตนั้น ภาพลักษณ์ของกะเทยมักถูกนำเสนอในมิติใดที่จำกัด ผ่านภาพตัวตลก นางงาม หรือผู้ขายบริการทางเพศ ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อกะเทย จนบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของชุมชนกะเทยในสังคมไทย
“อยากวิงวอนให้สื่อมวลชนทำความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศ และนำเสนอภาพกะเทยในมิติอื่นๆนอกเหนือจากภาพตัวตลกที่สร้างความขบขัน หรือการให้ความสำคัญกับกะเทยในเวทีความงาม อยากให้มองว่า พวกเขามีความสามารถในอาชีพอื่นๆ เช่น เป็นแพทย์ เป็นนักวิชาการ การที่กะเทยถูกนำเสนอเป็นตัวตลก ด้วยการนำนักแสดงชายมาแต่งหญิงนั้น ทำให้พวกเขาถูกล้อเลียนในสังคม ขณะเดียวกันกะเทยที่ได้รับการยอมรับในสังคมก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งมีดหมอเพื่อ ให้สวย โดยเราอยากให้สื่อมวลชนช่วยกันทำความเข้าใจความหลากหลายในมิติต่างๆของกะเทย และนำเสนอให้รอบด้านมากขึ้น” เปรมปรีดากล่าว และเสริมด้วยว่า
แม้องค์กรอนามัยโลก (WHO) หรือกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยก็ได้เพิกถอนลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคน รักเพศเดียวกันออกจากกลุ่มคนที่มีความผิดปกติทางจิตไปแล้วก็ตาม แต่เรื่องราวของคนรักเพศเดียวกันมักถูกนำเสนอด้วยฐานคติ และมุมมองที่สะท้อนมายาคติที่สังคมมีต่อคนรักเพศเดียวกัน ทำให้กะเทยยังคงถูกนำเสนอเป็นตัวประหลาดในสังคม
ขณะที่ สันติสุข มะโรงศรี โปรดิวเซอร์และพิธีกรรายการ “คนวงใน” ช่อง 11 ออกตัวก่อนว่า ไม่สามารถพูดแทนสื่ออื่นได้ แต่ส่วนตัวในฐานะสื่อก็ต้องคิดว่า จะทำยังไงให้รายการดัง และมีคุณภาพ ซึ่งการนำเสนอกะเทยในเชิงสองแง่สองง่ามก็ทำให้คิดว่า น้อยคนที่จะไม่สนใจ แต่อยากให้มองด้วยว่า การนำเสนอแบบนี้สะท้อนแง่คิดอะไรบ้างให้กับคนดูบ้าง เพราะเท่าที่เห็นการนำเสนอภาพต่างๆของกะเทยนั้นยังไม่ได้ทำให้เราเข้าใจเขา มากขึ้น เพียงแค่รับรู้ว่า เขาเป็นของแปลกประหลาดก็เท่านั้น
“ปัญหาคือว่า เราไปติดอยู่กับภาพลักษณ์ภายนอกของเขาหรือเปล่า อยากให้มองกะเทยเหมือนในหนังเรื่องอวตารว่า ถ้าเราลองให้พวกเขามาอยู่ในร่างที่เป็นเหมือนกับเรา เราก็จะไม่เห็นความแตกต่างจากคนทั่วไป มีความคิด มีจิตใจ มีมุมมองความเป็นลูกที่ดี อยากมีครอบครัว และต้องการให้สังคมยอมรับในความสามารถ หรืออยากเป็นคนที่ดีของคนที่เขารัก บางครั้งเรื่องการปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคม มันเป็นเหมือนเรื่องเส้นผมบังภูเขา หากสังคมมองข้ามสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะเห็นตัวตนของพวกเขาที่ไม่แตกต่างจากเราด้วยความเข้าใจมากขึ้น” สันติสุขกล่าวทิ้งท้าย
ที่มา: มติชนออนไลน์ วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 12:42:37 น.



