เจาะคดีสาวประเภท2ฟ้องกลาโหมศาลปกครอง ปลดล็อกหรือ ตอกฝาโลง
Written by Administrator Saturday, 10 September 2011
เจาะคดีสาวประเภท2ฟ้องกลาโหมศาลปกครอง‘ปลดล็อก’หรือ‘ตอกฝาโลง’?
วิเคราะห์คำแถลงศาลปกครอง กรณีสาวประเภทสองฟ้องกระทรวงกลาโหม ยังใช้องค์ความรู้เก่าที่ชี้ว่า กะเทย สาวประเภทสอง เป็นโรคชนิดหนึ่ง จับตาคำพิพากษาวันที่ 13 กันยายน จะใช้เหตุผลเดียวกันนี้หรือไม่
30 สิงหาคมที่ผ่านมามีข่าวสารขนาดเล็กเมื่อเทียบกับสถานการณ์การเมือง แต่ก็ได้รับความสนใจจากผู้สื่อข่าวหลายสำนัก เมื่อศาลปกครองกลางนัดแถลงความเห็นของตุลาศาลปกครอง ในคดีที่ นายสามารถ มีเจริญ ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม, หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง และสัสดีจังหวัดลพบุรี ต้องการให้แก้ไขถ้อยคำในใบ สด.43 หรือเอกสารใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ที่ระบุว่าเธอเป็น ‘โรคจิตถาวร’เนื่องจากเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการที่ใช้ในการสมัครงาน ทั้งยังเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเธอ
คดีนี้เริ่มต้นตั้งแต่ 2549 และกำลังจะสิ้นสุดลงด้วยคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในวันที่ 13 กันยายนนี้ ซึ่ง ประเด็นที่สื่อต่างๆ หยิบขึ้นมานำเสนอล้วนเป็นการรายงานถึงถ้อยแถลงของศาลและแนวโน้มของคำพิพากษา ที่น่าจะเป็นคุณต่อผู้ฟ้องคดี
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากคำแถลงของศาลจะพบว่า มีประเด็นที่น่าสนใจบางประการที่แสดงให้เห็นว่า ยังมีใช้องค์ความรู้ชุดเก่า ขณะที่ความเข้าใจต่อบุคคลหลากหลายทางเพศมีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก
จากคำแถลงของ นายกฤตยชญ์ ศิริเขตตุลาการผู้แถลงคดีระบุว่า
‘ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า องค์การอนามัยโลกและทางการแพทย์ไทยเห็นสอดคล้องกันว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน แต่ยังไม่เปลี่ยนสภาพอวัยวะ ไม่ถือว่าเป็นโรคจิตถาวร ยังสามารถกลับมาเป็นอย่างเดิมได้ แต่ผู้ที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกันและได้เปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายให้ถือว่า บุคคลนั้นเป็นโรคจิตถาวร ดังนั้น การลงความเห็นของผู้ถูกร้องที่ 1 ระบุในใบ สด.43 ของผู้ร้องเมื่อเข้ารับการคัดเลือกทหารกองเกินประจำปี 2548 ถูกจัดอยู่ในประเภทกลุ่มคนทุพพลภาพ เป็นโรค และเป็นโรคจิตถาวร จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะผู้ร้องยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพร่างกาย ไม่ถือว่าเป็นโรคจิตถาวรตามความเห็นทางการแพทย์ ดังนั้น จึงมีน้ำหนักที่จะให้ผู้ถูกร้องแก้ไขจากคำว่า โรคจิตถาวร เป็นคำว่า กะเทย อย่างไรก็ตามความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดียังไม่ถือเป็นคำสั่งศาล’(ข่าวสด รายวัน-วันที่ 31 สิงหาคม 2554)
คำแถลงของศาลพิจารณาตัวผู้ฟ้องว่า เป็นกะเทย คือมีลักษณะรูปลักษณ์ภายนอกเป็นหญิง แต่ยังไม่ได้ทำการผ่าตัดแปลงเพศย่อมไม่ถือเป็นโรคจิตถาวร และ ‘ยังสามารถกลับมาเป็นอย่างเดิมได้’แต่ถ้าแปลงเพศแล้วย่อมถือว่าเป็นโรคจิต ถาวร โดยอ้างความเห็นขององค์การอนามัยโลกและการแพทย์ไทย
แต่จากการตรวจสอบพบว่า สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา หรือ Desk Reference to The Dianostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM)และระบบบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ หรือ International Classification of Diseases (ICD) ที่จัดทำโดยองค์การอนามัยโลก ได้ถอดถอนคนรักเพศเดียวกันออกจากบัญชีชื่อความผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่งมา ตั้งแต่ปี 2519 และปี 2522 ด้านกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ทำการรับรองว่าบุคคลรักเพศเดียวกัน ไม่ใช่บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตแต่อย่างใด
ประเด็นนี้ นัยนา สุภาพึ่ง อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร กล่าวว่า
“ส่วนคนที่รังเกียจร่างกายของตนเอง ไม่อยากมีอวัยวะเพศตามเพศกำเนิด ต้องการผ่าตัด ก็มีความคิดว่าผู้ที่มีความต้องการอันแรงกล้าแบบนี้ยังเป็นผู้ที่ต้องได้รับ การรักษาอยู่ แต่การรักษาที่ว่านี้ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิต แต่เป็นการรักษาทางกาย เหมือนเป็นแผลก็ต้องทายาซึ่งคำแถลงของศาลยังไม่ได้นำข้อมูลนี้ไปใช้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพราะเรื่องนี้เป็นความรู้ใหม่”
การที่ศาลมีคำแถลงเช่นนี้ อาจเห็นว่า กฎกระทรวงฉบับที่ 74 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 ที่ระบุให้บุคคลจำพวกที่ 4 ได้แก่ คนพิการทุพพลภาพหรือมีโรคที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้ซึ่งกรมการแพทย์ทหาร บกได้ตอบข้อหารือของหน่วยบัญชาการกำลังสำรองกรณีบุคคลที่มีสภาพร่างกายและ จิตใจเปลี่ยนเป็นหญิงว่า เป็นโรคในข้อ 2 (11) (ก) ‘โรคจิตหรือโรคที่ทำให้จิตผิดปกติอย่างรุนแรงถาวร’ ไม่ตรงตามความเป็นจริง และเห็นว่าที่ถูกต้องควรเป็นโรคในข้อ 2 (12) (ก) ที่ระบุให้ ‘กะเทย’ถือเป็น ‘โรคอื่นๆ’
เป็นเหตุให้คำแถลงของศาลออกมาด้วยเหตุผลข้างต้น ซึ่งในมุมของกะเทยและเครือข่ายหลากหลายทางเพศนั้น กะเทยไม่ใช่โรค แต่เป็นวิถีชีวิตรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากมาตรฐานทางสังคม ดังนั้น การที่ศาลแถลงว่า หากยังไม่ผ่าตัดแปลงเพศยังสามารถรักษาให้หายได้ จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และหากยึดตามนี้ก็จะเกิดปัญหาตามมาอีก เนื่องจากสาวประเภทสองหรือบุคคลที่แปลงเพศแล้วจะถูกตีตราเป็น ‘โรคจิต’ไปโดยปริยาย
อีกทั้งช่วงระหว่างตั้งแต่ 2549 ถึงปัจจุบัน ได้มีการขับเคลื่อน แลกเปลี่ยน ถกเถียงอย่างเข้มข้นหลายวาระ ระหว่างเครือข่ายหลากหลายทางเพศและกระทรวงกลาโหม ต่อประเด็นการใช้ถ้อยคำในใบ สด.43เป็นเหตุให้กระทรวงกลาโหมได้ทำการเพิ่มเติมความใน (12) ของวรรค 2 ของข้อ 3 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 37 (พ.ศ.2516) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ.2518) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราการทหาร พ.ศ.2497 ว่า
(12) ร่างกายผิดปกติอันเนื่องมาจากความผิดปกติในการรับรู้หรือการยอมรับเพศของตน (Gender Identity Disorder)
อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำในลักษณะตีตราอย่างคำว่า ‘ผิดปกติ’ยังคงปรากฏ เป็นเหตุให้การถกเถียงพูดคุยเพื่อหาถ้อยคำที่เหมาะสมดำเนินต่อไป กระทั่ง ท้ายที่สุดทั้งฝ่ายเครือข่ายหลากหลายทางเพศและกระทรวงกลาโหมได้มีข้อสรุปตรง กันให้ใช้ถ้อยคำที่ไม่มีลักษณะตีตรา อันเกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์และสังคมศาสตร์เป็นคำว่า ‘ภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด (Gender Identity Disorder)’
โดยกฎกระทรวงฉบับนี้อยู่ในขั้นตอนรอการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีต่อไป
ในส่วนของคำพิพากษาที่จะมีขึ้นในวันที่ 13 กันยายน คงต้องรอดูว่า คำพิพากษาจะออกมาในรูปใดก็ไม่น่าจะกระทบกับการที่กระทรวงกลาโหมได้ปรับแก้ ถ้อยคำอันเป็นที่พอใจของถูกฝ่ายแล้ว
ทว่า สิ่งที่ต้องจับตาดูก็คือคำพิพากษาของศาลจะวางอยู่บนเหตุผลใด เพราะหากตัดสินให้นายสามารถเป็นฝ่ายชนะด้วยเหตุผลตามคำแถลง ย่อมไม่สามารถกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นชัยชนะที่หมดจดของบุคคลหลากหลาย ทางเพศที่เรียกร้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จากคดีนี้ และตัวคำพิพากษาของศาลเองจะกลายเป็นบรรทัดฐานและส่งต่อความคิด ความเชื่อออกสู่สังคม ที่ยังมองบุคคลหลากหลายทางเพศเป็น ‘โรค’ชนิดหนึ่งเท่ากับว่าแทนที่จะเป็นการปลดล็อก กลับกลายเป็นการตอกฝาโลงอีกครั้งโดยรัฐ
ภาพโดย ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.tcijthai.com/investigative-story/778



