เนปาลจะกลายเป็นสวรรค์ของชนกลุ่มน้อยทางเพศได้จริงหรือ?
Last Updated on Monday, 01 August 2011 Written by Administrator Monday, 01 August 2011
การจัดงานแต่งงานที่วัดฮินดูไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใน เนปาล ชาวเนปาลส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวฮินดู รับเอาธรรมเนียมดังกล่าวมาใช้ โดยเชื่อว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้พิธีแต่งงานของพวกเขามีความบริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์
แต่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่วัดฮินดูแห่งหนึ่งบริเวณเชิงเขาไม่ไกลจากกรุงกาฏมัณฑุมากนัก กลายเป็นสถานที่จัดพิธีสมรสที่แตกต่างจากที่เคยจัดกันโดยทั่วไป เมื่อคอร์ทนีย์ มิทเชลล์ วัย 41 ปี เจิมแป้งสีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงาน ลงบนหน้าผากของ ซาราห์ เวลตัน วัย 48 ปีคู่รักของเธอ คู่รักชาวอเมริกันคู่นี้ กลายเป็นคู่เลสเบี้ยนคู่แรกที่จัดงานพิธีแต่งงานตามธรรมเนียมฮินดูในเนปาล
ทั้งสองแลกพวงมาลัยให้กันและกัน ขณะนักบวชฮินดูกำลังสวดมนต์ภาวนา และนักดนตรีกำลังบรรเลงเครื่องดนตรีท้องถิ่น 5 ชิ้น มิตเชลล์ ซึ่งมีอาชีพเป็นอาจารย์สอนด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยเดนเวอร์ แต่งกายในชุดเจ้าบ่าวพื้นเมืองแบบเนปาลหลากสีสัน ขณะที่เวลตันแต่งกายในชุดส่าหรีสีแดงสด พร้อมทั้งเครื่องประดับทองแบบเนปาล
การแต่งงานในรูปแบบเช่นนี้ ถือเป็นความพยายามในการเปิดตลาดการท่องเที่ยวแบบใหม่ของกลุ่มคนรักร่วมเพศ ที่มีมูลค่าสูงถึง 670 ล้านเหรียญ เมื่อปีที่แล้ว นายสุนิล บาบู นักการเมืองที่ประกาศตัวว่าเป็นเกย์เพียงคนเดียวของเนปาล ได้ก่อตั้งบริษัทนำเที่ยวเฉพาะกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยน โดยตั้งชื่อว่า "พิงค์ เมาน์เทน" หรือ "ภูเขาสีชมพู" โดยวางจุดขายให้เนปาลเป็นประเทศจุดหมายปลายทางสำหรับการแต่งงานของกลุ่มคน รักร่วมเพศ ซึ่งหลายคู่อาศัยอยู่ในประเทศที่การสมรสระหว่างเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิด กฎหมาย และได้รับการตอบรับอย่างดีจากบริษัทนำเที่ยวประเภทนี้ที่เริ่มผุดขึ้นเป็น ดอกเห็ด หลังจากประเทศต้องประสบกับเหตุความวุ่นวายทางการเมือง อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 16,000 คนเมื่อสิ้นสุดยุคแห่งการก่อจลาจล ยุคใหม่แห่งการเปิดเสรีต่อเกย์และเลสเบี้ยนได้เริ่มเบ่งบานขึ้นในประเทศเชิง เขาหิมาลัยแห่งนี้ ในปี 2007 ศาลสูงแห่งเนปาลได้สั่งให้รัฐบาลออกกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิ์ให้แก่กลุ่มเกย์ และเลสเบี้ยน รวมถึงประกาศนิรโทษกรรมต่อพฤติกรรมรักร่วมเพศ หนึ่งในนักต่อสู้แนวหน้าคนหนึ่งคือ "พันธ์" ที่กลุ่ม "บลู ไดมอนด์ โซไซเอตตี้" ของเขา พยายามต่อสู้เพื่อให้คนกลุ่มน้อยในสังคมได้รับสิทธิเช่นนั้น นับตั้งแต่ปี 2001
ปัจจุบัน พันธ์ได้จัดตั้งบริษัททัวร์เพื่อนำเที่ยวให้แก่กลุ่มเกย์โดยเฉพาะ โดยเน้นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม หรือจัดแพ็คเกจแต่งงานพร้อมการนำเที่ยวนานหนึ่งสัปดาห์ โดยคิดค่าใช้จ่ายราว 11,000 เหรียญ ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยดี นับตั้งแต่ข่าวของคู่สมรสชาวอเมริกันแพร่ออกไปตามสื่อต่างๆทั่วโลก
คู่รักหรือคนโสดทั้งจากแคนาดา จีน และเยอรมนี รวมทั้งประเทศอื่นๆ ได้จองทัวร์รวมถึงแพคเกจแต่งงานจำนวนมากเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยพันธ์หวังว่าเขาน่าจะได้กลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก หลังจากฤดูมรสุมสิ้นสุดลง และฤดูกาลท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ขณะที่คนท้องถิ่นเองก็เริ่มเปิดรับมากขึ้น
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเนปาลกระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ภาวะสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงเมื่อปี 2006 กระทั่งปัจจุบัน อัตราการเติบโตอยู่ในระดับร้อยละ 7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ขณะที่รัฐบาลประกาศให้ปีนี้้เป็น "ปีแห่งการท่องเที่ยวเนปาล" โดยพุ่งเป้าในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้นกว่าเท่าตัว โดยในปี 2010 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเยือนเนปาลแล้วกว่า 5 แสนคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามกลางเมือง
ขณะที่ธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมแบบอำมาตยาธิปไตยก็เริ่มมองการเข้ามาของ นักท่องเที่ยวเกย์และการรับเงินดอลลาร์ หยวน หรือรูปี ในแง่ดีมากขึ้น นายชาราด ปาทาน โฆษกการท่องเที่ยวเนปาล กล่าวว่า กลยุทธิ์การนำเที่ยวเช่นที่นายพันธ์นำมาปฏิบัตินั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ยอมรับโดยนัยอยู่แล้ว เนื่องจากเนปาลเป็นประเทศที่มีเสรีภาพมากกว่าประเทศใดๆ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆเองก็เปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ซึ่งรวมถึงกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยน
นอกจากนั้น การทำสำมะโนประชากรครั้งที่ผ่านมา ยังนับรวมเอา "เพศที่สาม" หรือบุคคลใดก็ตามที่ไม่ได้ระบุตนเองว่าไม่ได้เป็นทั้งเพศชายหรือเพศหญิง โดยไม่คำนึงว่าบุคคลนั้นถือกำเนิดมาในเพศใด เขามาอยู่ในการจัดแยกประเภทด้วยนับตั้งแต่ปี 2008 และคาดกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะบัญญัตินิยามของการสมรสว่าเป็นการอยู่ร่วม กันของบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่สองคน โดยไม่คำนึงว่าทั้งสองจะระบุตนเองว่าเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ การร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่คาดว่าจะทำให้เรื่องราวต่างๆ ราบรื่น เมื่อสี่ปีก่อน กลับมีอันต้องสะดุด พันธ์กล่าวว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มเกย์ต้องการได้รับการรับประกันว่า พฤติกรรมรักร่วมเพศในเนปาลจะต้องได้รับการนิรโทษกรรมอย่างแท้จริง เนื่องจากกฎหมายของเนปาลยังคงจมปลักอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านอันไม่สิ้นสุด ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนยังคงมีท่าทีรีรอ และไม่แน่ใจว่าเขาจะได้รับการรับรองการสมรสอย่างเป็นทางการหรือไม่
แต่ก็ไม่ทุกคนที่ต้องการเห็นประเทศอนุรักษ์นิยมแห่งนี้ ที่ครั้งหนึ่งเคยภาคภูมิใจว่าเป็นอาณาจักรฮินดูแห่งเดียวของโลก เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเกย์ ยังมีหลายกลุ่มที่เห็นว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศเป็นสิ่ง "ผิดธรรมชาติ" และผิดต่อธรรมเนียมอันดีของเนปาล ที่ต้องการต่อต้านการกระทำของพันธ์
พาสุเทพ กฤษณา ฉัตรี โหราจารย์ที่ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่มรณรงค์เพื่อการเฝ้าระวังศาสนาแห่งชาติ เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนปฏิบัติตามธรรมเนียมดั้งเดิมที่ว่า การสมรสควรเกิดขึ้นระหว่างเพศชายและหญิงเท่านั้น เขากล่าวว่าไม่มีความจำเป็นต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวของกลุ่มเกย์ในเนปาล เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางมามากขึ้น ส่วนเนปาลเองก็มีจุดขายที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ มีชื่อเสียงมากมายอยู่แล้ว ขณะที่กลุ่มเองก็ได้ทำการฟ้องร้องทาง กฎหมายต่อคู่สมรสชาวอเมริกัน ต่อข้อหาที่ทั้งสอง สร้าง "มลพิษ" ต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น ก่อนที่จะถอนฟ้องในเวลาต่อมาเนื่องจากไม่มีทนายความคนใดให้ความช่วยเหลือใน การต่อสู้คดี
ถึงกระนั้น พันธ์ก็ยังมองโลกในแง่ดี และดำเนินธุรกิจบริษัทพิงค์ เมาน์เทนต่อไป โดยคู่รักชาวเยอรมนีจองแพ็คเกจ และเตรียมที่จะจัดพิธีสมรสแบบเนปาลในเดือนตุลาคมนี้ และเขายังยืนยันว่า เขาต้องการสร้างแบรนด์ของตนให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มนักท่องเที่ยวเกย์ ที่ไม่เหมือนใครในโลกเนปาลเป็นประเทศที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศที่พร้อมสรรพไปด้วยความงดงามทางธรรมชาติและความรุ่มรวย ทางวัฒนธรรม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1311162192&grpid=&catid=08&subcatid=0804



