ความรุนแรงในค่ายทหารจากกรณีพลทหารวิเชียรถึงการล่วงละเมิดทางเพศ รด.กะเทย
Last Updated on Friday, 01 July 2011 Written by Administrator Friday, 01 July 2011
![]() |
จากหลายๆ กรณีในสังคม ที่เห็นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย การถูกกดขี่ข่มเหง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นได้ว่า สังคมไทยยังมีปัญหาในเรื่องของความรุนแรงอยู่จำนวนไม่น้อย
จากปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทางภาควิชาพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้จัดเวทีเสวนา "สังคมไทยกับความรุนแรงที่ต้องแก้ไข" ในวันที่ 27 มิ.ย. 54 ณ ห้องประชุม สค.103
โดยการเสวนาดังกล่าวได้มุ่งเน้นไปยังกรณี พลทหารวิเชียร เผือกสม ทหารประจำการที่กองพลพัฒนาที่ 4 ค่ายนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ที่เสียชีวิต โดยที่แพทย์โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ลงความเห็นว่า ถูกทุบตีด้วยของแข็ง ฟันหัก ซี่โครงเดาะ ร่างกายมีรอยเหมือนถูกกดทับด้วยของแข็ง และเสียชีวิตด้วยอาการไตวายเฉียบพลัน
ในการนี้ น.ส.ศิริวรรณ แก้วนพรตน์ ญาติของพลทหารวิเชียร ได้เล่าในวงเสนาว่า ภายหลังที่พลทหารวิเชียรหนีการเกณฑ์ทหาร ได้ถูกทำร้ายร่างกาย โดยที่พลทหารวิเชียรได้แจ้งพยาบาลก่อนที่ร่างกายของพลทหารวิเชียรจะไม่ตอบสนองและเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งระบุว่าได้มีนายทหารกว่า 11 นาย ยศสูงสุดคือร้อยโท ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายอยู่หลายครั้ง ก่อนที่จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยทางโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ได้โทรศัพท์มาแจ้งญาติ แต่พอญาติติดต่อกลับไปที่ค่ายทหารได้รับคำตอบว่า พลทหารวิเชียรยังอยู่ในค่าย ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงแต่อย่างใด จนญาติได้เดินทางไปที่โรงพยาบาล จึงได้ไปพบพลทหารวิเชียรในสภาพที่ดูไม่ได้ ร่างกายบอบช้ำ ข้อเท้ามีรอยของแข็งแทง อวัยวะเพศบวม ฯลฯ และได้เสียชีวิตในวันที่ 5 มิ.ย.
สิ่งที่เกิดก็คือ การทำร้ายร่างกายของพลทหารวิเชียร ก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบ ซึ่งทางญาติได้ร้องเรียนให้ทางทหารออกมารับผิดชอบ สิ่งที่ได้รับก็คือ ทหารนำธงชาติมาคลุมศพให้ และนำเงิน 5 แสนบาท เพื่อเป็นค่าเยียวยากรณีที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งพลทหารวิเชียร ถือว่าเป็นความหวังของครอบครัว แต่ถูกทหารทำร้ายจนเสียชีวิต จึงอยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้พลทหารวิเชียร และทหารที่ทำร้ายร่างกายยังไม่ได้รับโทษใดเลย เพียงแต่ถูกลงโทษทางวินัยเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนการที่นำเงินและเอาธงชาติมาคลุมศพให้ ไม่ได้เป็นการแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด เพราะพลทหารวิเชียรไม่ได้ตายในหน้าที่ จึงอยากเรียกร้องความยุติธรรมให้พลทหารวิเชียร และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นในสังคมไทยอีก
ขณะที่ รศ.ดร.เดชา สังขวรรณ คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลายกรณีของทหารเป็นปรากฎการณ์ความรุนแรง ที่ถูกทำตามวินัย จนทำให้การกระทำรุนแรงกลายเป็นความเคยชิน ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะในเรือนจำ หรือสถานที่ควบคุมอื่นๆ หลายคนเป็นเหยื่อของความรุนแรง ประเด็นที่ขาดหายไปคือ ทหารไม่สามารถยุติความรุนแรงได้ และเหยื่อก็ไม่ได้รับการคุ้มครองที่แท้จริง เหยื่อขาดการคุ้มครอง ทำให้คนทำผิดเกิดขึ้นเรื่อยๆ ที่ไม่ใช่แค่ระบบศาลทหาร แต่ยังรวมถึงระบบยุติธรรมทั่วไป ทำให้หลายกรณีไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะระบบยุติธรรมมองผู้กระทำผิดเป็นหลัก มีเพียงพ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ ตามเจตนารมณ์ในการดำเนินคดีเท่านั้น แต่ไม่มีเจตนารมณ์ว่าจะทำอย่างไรเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้เสียหาย
กรณีพลทหารวิเชียร ต้องให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย มีอีกหลายช่องทางที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ทั้งนี้หลายประเทศได้ใช้แนวทางหลายด้านที่ไม่ให้เกิดความรุนแรง เพราะกองทัพถูกกำกับด้วยงบประมาณ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถใช้ควบคุมทหารได้ ทั้งนี้ในสหรัฐอเมริกา สภาคองเกรส มีการตรวจสอบว่าทหารไปทำอะไรมาบ้าง ต้องทำรายงานขึ้นมา เนื่องจากถูกดูแลโดยงบประมาณ หากไม่ทำก็อาจถูกพิจารณาตัดงบฯ เป็นต้น นี่จึงเป็นกลไกหนึ่งของการการควบคุมกองทัพ และจะต้องมีกรรมาธิการคอยตรวจสอบ รวมถึงองค์กรอิสระต้องมีส่วนเข้าไปดูแล ส่วนการดูแลเรื่องสิทธิ ก็ควรจัดแคมเปญเพื่อเป็นการรณรงค์ไม่ให้ใช้ความรุนแรง เพื่อให้รู้จักเคารพสิทธิของคนอื่นรวมถึงเรื่องเพศด้วย อย่างไรก็ตามการกระทำรุนแรงต่างๆ มักจะเริ่มที่บ้าน ครอบครัว แล้วนำไปสู่วงกว้าง ก่อนที่จะนำไปสู่ความรุนแรงในสังคมไทย
นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เสนอแนวทางและทำความเข้าใจว่าการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นตรงไหน เนื่องจากหลายๆ กรณีเป็นความรุนแรงที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม ต่อมาได้กลายเป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมหรือทางความคิด หลายพื้นที่เกิดความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม เช่น กรณีในภาคใต้ มีการใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็กลายเป็นความชอบธรรมในการฆ่า
หรือกรณีพลทหารวิเชียร ก็เป็นความรุนแรงเชิงอำนาจ จากอำนาจนิยม ยิ่งนำไปสู่การละเมิดสิทธิเข้าไปใหญ่ ทหารพอใครเข้ามาอยู่ในค่าย ก็มักจะใช้อำนาจที่แฝงอยุู่เข้าจัดการ ทั้งนี้ประเทศไทยยังมีอำนาจเหล่านี้อยู่ รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทางความคิด การกดขี่ข่มเหง ส่วนวาทกรรมความเหลื่อมล้ำก็เป็นเพียงแค่วาทกรรมทางการเมืองเท่านั้น ทำให้คนไทยไม่ได้รับรู้ถึงความเสมอภาค นอกจากนี้อย่าไปคิดว่าอำนาจเชิงประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี เพราะอำนาจนี้นำไปสู่ความขัดแย้งและสามารถก่อให้เกิดความรุนแรงได้ทุกเมื่อ
การที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ได้เข้ามาร่วมแก้ปัญหาความรุนแรง และมีการเสนอว่าไม่จำเป็นต้องมีการร้องเรียนนั้น ขณะเดียวกันคณะกรรมการสิทธิฯต้องมีความระมัดระวังรอบคอบ เพราะว่าการต่อสู้ในทางที่มืดก็มีสิทธิตายได้เหมือนกัน ต้องมีหลักคิดที่ว่า เมื่อเราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ เขาเหล่านั้นจะอยู่ได้อย่างไรโดยไม่มีใครมาคุ้มครอง หมายความว่าภายหลังการเข้าไปช่วยเหลือ เขาต้องอยู่ได้ เราต้องพาคนเหล่านั้นออกจากอำนาจมืด ฉะนั้นต้องทำให้ความจริงปรากฎ อันไหนเป็นเรื่องด่วนต้องรีบแก้ และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบ มากกว่านั้นจะทำอย่างไรที่เป็นการเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ ส่วนการชดเชยหรือเยียวยาก็เป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำอยู่แล้ว
ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร นักเคลื่อนไหวสตรี ได้กล่าวถึงกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ปัจจุบันในท้องถิ่นมีจำนวนทหารเพิ่มขึ้น และส่วนมากไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น ยิ่งมีการเพิ่มกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายพลเรือน ก็ยิ่งเป็นการสนับสนุนความรุนแรง โดยไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปดูแล เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ถูกฝึกการใช้อาวุธ โดยเฉพาะในพื้นที่ดังกล่าวมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความชอบธรรมหรือเพิ่มอำนาจทหารเข้าไปจัดการโดยใช้ความรุนแรง เป็นการให้อำนาจทหารอย่างเต็มที่ และการที่รัฐบาลมีความจริงใจในการพัฒนาชายแดนใต้โดยจัดตั้งศอ.บต.นั้น ก็มีเพียงอำนาจการโยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจในการโยกย้ายทหารได้เลย ฉะนั้นอำนาจของทหาร พลเรือนหรือภาคประชาชน ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย
ความรุนแรงดังกล่าวได้กลายเป็นความชินชา เพราะก่อนหน้านี้ถูกทหารความคุมและใช้ความรุนแรงอย่างมาก และจะเห็นได้ว่ามีพลทหารเสียชีวิตในลักษณะของพลทหารวิเชียรเช่นกัน แต่ไม่สามารถสืบสวนได้ สุดท้ายก็จบลงด้วยการเจรจา ตรงนี้ได้ทำให้ชาวบ้านเหนื่อย ไม่มีแรงต่อสู้กับความเป็นธรรม
ส่วนอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ตนมองว่า คณะกรรมการสิทธิฯสามารถหยิบประเด็นปัญหามาดำเนินการได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องมีการร้องเรียนเข้ามา และจากการที่ทหารใช้อำนาจมิชอบ ทำให้หลายกรณีเสียชีวิตเช่นกัน ส่วนการตรวจสอบทหารก็ทำได้ยาก ไม่มีใครทราบว่าทหารเหล่านั้นถูกลงโทษอย่างไรบ้าง เราไม่มีหลักฐาน เมื่อกระบวนการตรวจสอบไม่มีหลักฐาน สุดท้ายก็ถูกทหารฟ้องกลับ ขณะที่ทหารที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ก็ยังไปข่มขืนชาวบ้านอีกด้วย ก่อให้เกิดการขัดแย้งระหว่างทหารกับชาวบ้านในพื้นที่ ทำให้เหยื่อเข้าถึงความยุติธรรมยาก ตำรวจก็ไม่กล้าสอบสวน ส่วนกรณีที่ดำเนินการได้กลับล่าช้า ตรงนี้ตนเห็นว่า วัฒนธรรมการปกป้องสถาบันกับการไม่รับผิดชอบของทหาร ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้ใจ ไม่ให้ความร่วมมือ และเกิดการต่อต้านตามมา
นายเจษฎา แต้สมบัติ เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย ผู้ที่นิยามตนเองว่าเป็นกะเทย ได้แบ่งปันประสบการณ์ในเวทีเสวนาว่า ภายหลังที่ตนได้รับการฝึกหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) เพราะไม่ต้องการเข้ารับการเกณฑ์ทหาร แต่สิ่งที่ได้รับปรากฎว่า ถูกกระทำอันรุนแรงที่กระทบทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการดูถูกเหยียดหยามในความเป็นสาวประเภทสอง ที่ตนได้แสดงออกอย่างชัดเจน ถูกแยกกลุ่มออกมาจากกลุ่มเพื่อน ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ ถูกลงโทษที่หนักกว่าเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน ทั้งนี้ครูฝึกยังพูดในลักษณะที่เป็นการล้อเลียนทางเพศ ทำให้ตนรู้สึกอึดอัด
นอกจากนี้ ขณะเข้าค่ายในตามหลักสูตรจำนวน 10 พบว่า ตนถูกลวนลามทางเพศ และถูกประจานต่อหน้าเพื่อนที่เข้ารับการฝึกด้วยกัน หนักว่านั้นถึงขั้นถูกขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย ถูกลวนลามสารพัด ซึ่งตรงนี้ตนมองว่า ครูฝึกมีการใช้อำนาจหน้าที่ที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่นักศึกษาวิชาทหารก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ แทนที่หลักสูตรดังกล่าวน่าจะเป็นการฝึกให้ตระหนักถึงความถูกต้อง หรือสิ่งที่ดีงามตามหลักจรรยาบรรณของวิชาชีพ กลับเป็นการบ่มเพาะความรุนแรง และทำให้รู้สึกว่าเพศชายเป็นใหญ่ ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อีกทั้งเพื่อนที่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันถึงการถูกคุกคามทางเพศ รวมถึงการถูกข่มขืนด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1309181758&grpid=01&catid&subcatid




