แม่รับได้ การยอมรับของครอบครัวฯ
Last Updated on Friday, 12 August 2011 Written by Administrator Saturday, 05 September 2009
แม่รับได้ : การยอมรับของครอบครัวที่มีลูกเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ**
โดย คุณสิทธิพันธ์ บุญญาภิสมภาร (ลูก) และคุณบุญยก บุญญาภิสมภาร (แม่)
ประเทศไทยเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีวัฒนธรรมและค่านิยมแบบไม่เผชิญ หน้าและเน้นความสัมพันธ์ที่ราบรื่นของบุคคลกับครอบครัว ชุมชน และ สังคม สังคมไทยมีการจัดแบ่งชนชั้นของคนตามอายุ เพศ และความมั่งคั่งของบุคคล ผู้ใดซึ่งไม่กระทำตามค่านิยมของสังคมอาจไม่ถูกท้าทายโดยตรงแต่จะถูกปฎิเสธ หรือ ถูกมองข้ามจากสังคม การแสดงออกซึ่งการปฎิเสธในสังคมไทยมักจะเป็นแบบแอบแฝง แต่มักจะสร้างให้เกิดความเจ็บปวด และ สร้างให้เกิดความรู้สึกอ่อนแอให้กับผู้ที่ถูกกระทำเช่นนั้น
ในหนังสือเรื่อง กะเทย เย้ยเวที ของเปรมปรีดา ปราโมช ณ อยุธยา (2549) ซึ่งเป็นงานเขียนที่ปรับจากงานวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในหัวข้อเรื่องการช่วงชิงอัตลักษณ์ “กะเทย” ในคาบาเรต์โชว์ พบว่า ความรู้สึกที่มีต่อบ้านและครอบครัวของกะเทยแตกต่างกันออกไป กะเทยบางคนพูดได้เต็มปากคำว่าตัวตนของเธอถูกมองว่าเบี่ยงเบนจากคนในสังคม แต่ในทางกลับกัน เธอแสดงความภาคภูมิใจที่ได้รับการยอมรับจากพ่อ-แม่ กะเทยหลายคนมองความเข้าใจจากพ่อ-แม่เป็นกำลังใจ ยังมีกะเทยอีกหลายคนมองว่าที่บ้านไม่เข้าใจจนต้องหนีออกมา แต่ความรู้สึกที่มีกับครอบครัวไม่เคยติดลบ ขณะที่บางคนหนีออกจากบ้านและยังไม่คิดถึงการปรับความเข้าใจ ไม่ว่าความหมายและการเลือกกระทำต่อครอบครัวหรือบ้านจะออกมาในรูปแบบใด แต่ผู้เขียนก็ยังเห็นอิทธิพลของการอยู่ร่วมกันในบ้านว่ามีผลต่อสภาวะจิตใจของกะเทย อาจก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ, กำลังใจ, ความน้อยเนื้อต่ำใจ เป็นต้น ซึ่งในงานของเปรมปรีดานั้น ทำให้เราพบว่าครอบครัวมีอิทธิพลต่อทัศนคติ และการดำเนินชีวิตของบุคคลที่มีความหลาก หลายทางเพศเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ยังมีครอบครัวที่ยอมรับในตัวลูกที่เป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ แต่สังคมยังเลือกที่จะสื่อสารภาพเพียงด้านเดียว คือ ภาพของครอบครัวที่ปฎิเสธการยอมรับลูกที่เป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ
ดังนั้น สังคมไทยควรจะสร้าง และสื่อสารถึงวิธีคิดใหม่โดยเริ่มต้นที่การสร้างการยอมรับในตัวบุคคลผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศกับสถาบันครอบครัว อันเป็นสถาบันที่มีความสำคัญ และมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตทางเพศของคนในสังคมไทยมาอย่างช้านาน โดยพยายามลบภาพเดิมๆที่เป็นภาพของครอบครัวที่ไม่ยอมรับลูกที่เป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือแม้กระทั่งภาพของการใช้ความรุนแรงเพื่อบังคับให้ลูกที่มีความหลากหลายทางเพศปรับตนเองให้มีเพศตรงกับสรีระร่างกาย และตรงตามความคาดหวังของสังคม
ในกรณีของครอบครัวของฉัน ซึ่งพ่อแม่ของฉันต่างก็ยอมรับในฉันที่เป็นสาวประเภทสอง หากแต่ต้องใช้เวลาในการยอมรับ เนื่องจากแม่ของฉันนั้นไม่ได้เป็นนักวิชาการที่มีความรู้เรื่องเพศวิถี แต่เป็นคนธรรมดาที่จบการศึกษาเทียบเท่าแค่ระดับประถมศึกษาเท่านั้น และท่านยังอยู่ในสังคมชนบท ที่ไม่ได้รู้จักคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือถ้าจะรู้จักก็รู้จักแค่ “กะเทย” ที่ท่านใช้เรียกผู้ชายที่มีพฤติกรรมท่าทางแบบผู้หญิง นอกจากนี้ตัวของฉันยังเกิดมาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของครอบครัวที่มีพ่อเป็นคนจีน ด้วยความคาดหวังว่าจะได้มีลูกชายไว้สืบสกุล ดังบทความที่ฉันให้แม่เขียนถึงความรู้สึกของแม่ที่มีลูกเป็นสาวประเภทสอง และเหตุผลว่าทำไมแม่ถึงยอมรับในตัวลูก ซึ่งแม่ก็ได้เขียนด้วยภาษาง่ายๆ ตอนหนึ่งว่า “พ่อของเขาเป็นคนจีน เขาก็อยากได้ลูกผู้ชาย ข้าพเจ้าก็หวังอยู่ว่าบุญมี เราก็ต้องได้ลูก ผลสุดท้ายเราก็ได้ลูกผู้ชาย ตามความปรารถนา วันที่ข้าพเจ้าคลอดลูกออกมาเป็นผู้ชายเวลา 20.00 น. คุณพ่อของเขาดีใจมากที่ได้ลูกชายจนพาเพื่อนๆไปเลี้ยงฉลองกันคืนนั้นเลย แต่เดี๋ยวนี้ลูกที่เราหวังว่าจะเป็นลูกชายเต็ม 100% นั้น มันไม่ใช่อย่างที่เราคิด…” นี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเด็กที่เกิดมาย่อมมีความคาดหวังของพ่อแม่ติดตามมาด้วย ตามเพศกำเนิดของตนเอง เช่น มีลูกชายเพื่อสืบสกุล หาเลี้ยงครอบครัว และมีลูกสาวเพื่อคอยดูแลปรนนิบัติดูแลพ่อแม่ เป็นต้น
ทั้งนี้ในงานของวารุณี (2548) สามารถอธิบายถึงความคาดหวังของพ่อแม่ ที่มีอิทธิพลมาจากความคาดหวังในเรื่องเพศของสังคมทั่วไปอย่างชัดเจน โดยกล่าวว่า พ่อแม่และคนในครอบครัวของสาวประเภทสองยังคงรู้สึกละอายที่มีลูกเป็นกะเทย เพราะทราบดีว่าสังคมไทยไม่ยอมรับ หรือในบางครั้งก็ถึงรังเกียจคนที่เป็น “กะเทย” ในขณะที่อีกใจหนึ่งนั้น สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ่อแม่ทุกคนรู้ว่า ลูกจะต้องเผชิญกับความยากลำบากเมื่อเกิดเป็น “กะเทย” สิ่งนี้จะเป็นตราบาปที่ติดตัวเขาเหล่านั้นไปชั่วชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆก็ตาม กะเทยก็จะถูกมองว่าด้อยกว่า และเป็นผู้ถูกกระทำอยู่เสมอ นอกจากนี้ความรักและความเป็นห่วงในตัวบุตร เกรงว่าบุตรของตนจะเกิดความลำบากในการประกอบอาชีพในวันข้างหน้า เนื่องจากถูกปฏิเสธจากการรับเข้าเป็นพวกเดียวกับคนส่วนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งความคาดหวังในเรื่องเพศที่สังคมเป็นผู้สร้างขึ้นนั้น บางครั้งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ครอบครัวไม่ยอมรับในบุตรที่เป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยหลายครอบครัวพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงบุตรของตนให้มีพฤติกรรม และบทบาททางเพศให้ตรงกับเพศกำเนิดของตนเอง อันจะทำให้บุตรไม่กล้าแสดงความเป็นตัวตนที่แท้จริงกับผู้ปกครอง และทำให้บางรายถึงขั้นหนีออกจากบ้าน เป็นต้น
เช่นเดียวกับงานของเปรมปรีดาที่กล่าวว่า กรอบการมองความเป็นเพศผ่านตรรกะในการมองเห็น และมองไม่เห็น และการวิเคราะห์ว่าสังคมไทยยังมองความเป็นเพศติดอยู่กับบทบาทผัวและเมียนั้น นำมาวิเคราะห์ให้โยงใยกับความหมายที่ให้ว่าเป็นเพศแบบใด ถูกหรือผิด ผิดมากหรือผิดน้อยได้ว่า สังคมไทยใส่ใจกับภาพลักษณ์และการแสดงบทบาทค่อนข้างมาก ไม่ว่าบุคคลจะมีความพึงพอใจหรือลีลาชีวิตเรื่องเพศโลดโผนเพียงใด หากยอมรับและทำตามบทบาทที่สังคมคาดหวัง เรื่องเพศก็ถูกเก็บไว้ในพื้นที่ส่วนตัวโดยไม่ค่อยจะถูกตั้งคำถามมากนัก ขณะที่บุคคลใดแสดงออกความเป็นตัวตนทางเพศหรือแสดงบทบาทสวนทางกับความคาดหวังของสังคม แม้จะมีจริตกิริยาเรียบเฉยหรือไม่ฝักใฝ่ต่อเรื่องเพศก็ตามที แต่ก็มักหนีไม่พ้นคำปรามาส รวมตลอดจนถึงการกีดกันไม่ให้สังกัดกลุ่ม และบางพื้นที่ไปได้ ซึ่งคำกล่าวข้างต้น ทำให้เราเข้าใจได้ว่า กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่แสดงความเป็นตัวตน หรือปรับแต่งตัวตนอย่างชัดเจน อาทิเช่น คนข้ามเพศ หรือสาวประเภทสอง มักจะประสบกับปัญหาของการไม่ได้รับการยอมรับจากคนในสังคมได้มากกว่า กลุ่มเกย์ หรือกลุ่มชายรักชายที่แสดงออกถึงความเป็นตัวตนทางเพศของตนเองได้กลมกลืนไปกับเพศชายทั่วไป เนื่องจากไม่ได้ผ่านการปรับแต่งสรีระร่างกาย หรือตัวตนมากเท่ากับสาวประเภทสอง หรือคนข้ามเพศ ซึ่งสามารถกล่าวอีกแง่หนึ่งก็คือตัวตนทางเพศแบบใดนั้น ยังส่งผลต่อการยอมรับของคนในสังคมและครอบครัวด้วยเช่นกัน สำหรับฉันมองในกรณีที่ตัวเองเป็นสาวประเภทสองว่า สังคมไทยให้คุณค่าความเป็นชายเหนือกว่าความเป็นหญิง ผ่านคติที่ว่า ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า หรือผู้ชายเป็นผู้นำครอบครัว แต่ในเมื่อฉันซึ่งเกิดมาเป็นผู้ชาย แต่อยากจะเป็นผู้หญิง และพยายามปรับเปลี่ยนตัวตนให้มีความใกล้เคียงกับผู้หญิง จึงถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า “เสียชาติเกิด” อันนำมาซึ่งความลำบากในการดำเนินชีวิต และเผชิญกับอคติทางเพศของคนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับแม่ของฉันแม้ว่าในตอนแรกนั้น ก็ไม่ได้ยอมรับในตัวของฉันที่เป็นสาวประเภทสองด้วยความกังวลเช่นเดียวกับคนทั่วไป แต่แม่ก็พยายามสังเกตฉันมาโดยตลอด โดยที่แม่เล่าว่า “เวลาไปเรียนหนังสือ หรือกลับบ้านมา เขาไม่กล้าสบตากับพนักงานที่บ้าน เขาจะเลี่ยงเดินเข้าบ้านแล้วขึ้นบนบ้านไปเลย เขาจะไม่แสดงให้แม่เห็นว่าเขาเป็นอย่างที่เขาเป็น จนมารู้ทีหลังว่าเขาชอบผู้ชายเหมือนกัน …” นี้คงเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับทัศนคติของแม่ ซึ่งนั้นไม่ได้หมายถึงตัวของแม่แต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงตัวของฉันด้วยเช่นกัน ที่ต้องปรับทัศนคติ เห็นใจท่าน และให้เวลาท่านในการยอมรับในตัวของฉัน
อีกทั้งยังเป็นที่น่าสนใจว่าครอบครัวที่สามารถยอมรับในตัวบุตรที่เป็นสาวประเภทสองนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้ปกครองที่เป็นเพศหญิง หรือเริ่มจากแม่ก่อน เช่นเดียวกับครอบครัวของฉันที่แม่เป็นฝ่ายที่ยอมรับในตัวตนที่เป็นสาวประเภทสองของฉันได้ก่อน แล้วจึงพยายามสื่อสารเพื่อปรับทัศนคติของพ่อให้ยอมรับในตัวฉัน โดยในงานวิจัยของ Jenkins, C., Pramoj na Ayutthaya, P., and Hunter, A. (2005) พบว่า ร้อยละ 58 ของแม่ที่มีลูกเป็นสาวประเภทสองสามารถยอมรับในลูกชายของตนที่เป็นสาวประเภทสองได้ ซึ่งแม่จะให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยของลูก การสำเร็จการศึกษา การได้ทำงานที่ดี การไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และการเป็นคนดี และงานวิจัยของ Winter, 2002 อ้างถึงใน Jenkins, C., Pramoj na Ayutthaya, P., and Hunter, A. (2005) พบว่างานวิจัยที่ทำการศึกษาสาวประเภทสอง 165 รายแสดงให้เห็นถึงการยอมรับของพ่อแม่ต่อลูกที่เป็นสาวประเภทสอง โดยที่ร้อยละ 40 ของพ่อ และร้อยละ 66 ของแม่ยอมรับ และสนับสนุนลูกที่เป็นสาวประเภทสองของตน ทั้งนี้จะเห็นว่าแม่สามารถยอมรับลูกที่เป็นสาวประเภทสองได้มากกว่าคนที่เป็นพ่อ ซึ่งในกรณีนี้น่าจะไม่แตกต่างกันสำหรับการยอมรับของพ่อแม่ต่อลูกที่เป็นชายรักชาย และเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าในทางกลับกันนั้น พ่อแม่จะให้การยอมรับลูกผู้หญิงที่เป็นหญิงรักหญิงเป็นสัดส่วนเช่นไร
สำหรับในกรณีของฉันนั้น เหตุผลที่แม่ยอมรับในตัวฉันที่เป็นสาวประเภทสองคงเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ไม่ต้องอาศัยตรรกะใดๆมาเทียบเคียงให้ยุ่งยาก แม่เขียนอธิบายว่า “ความที่เรารักลูกมาก เป็นห่วงเขาจะน้อยใจว่า ทำไมเขาถึงเป็นอย่างนี้ แล้วมาคิดอีกทีว่าคนเราเกิดมา ใครๆก็ไม่อยากเป็นชีวิตที่เหมือนคนครึ่งหญิงครึ่งชายหรอก … แล้วเราเป็นแม่จะเพิ่มความทุกข์ให้เขาอีกหรือ ยิ่งเขาเป็นแบบนี้ เราต้องรักเขามากขึ้น และมากกว่าคนธรรมดาอีกหลายเท่า” ซึ่งเหตุผลดังกล่าวคงเป็นเหตุผลที่ธรรมดา และอาจจะเป็นเหตุผลที่มีความเป็นปัจเจกบุคคล ทั้งนี้หลายครอบครัวคงจะมีกระบวนการในการยอมรับลูกของตนที่เป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่ไม่เหมือน กัน และมีเงื่อนไขที่ต่างกัน เช่นบางครอบครัวไม่ต้องการให้ลูกชายแต่งเป็นผู้หญิง แต่ยอมรับได้ถ้าลูกแสดงกิริยาคล้ายผู้หญิง บางครอบครัวยอมรับได้ถ้าลูกจะเป็นสาวประเภทสองที่แต่งตัว และแสดงอาการเป็นผู้หญิง แต่ต้องมีกิริยามารยาทให้เหมือนผู้หญิงที่สังคมคาดหวัง หรือบางครอบครัวยอมรับลูกผู้หญิงที่มีตัวตนทางเพศที่อยากจะเป็นผู้ชาย มากกว่าลูกผู้ชายที่อยากเป็นผู้หญิง เป็นต้น ทั้งนี้เหตุผลของการยอมรับในตัวลูกที่เป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศอาจจะมีพื้นฐานเดียวกันคือ ความรักต่อบุคคลที่เป็นบุตร
ทั้งนี้ในหลายครอบครัวที่สามารถยอมรับลูกที่เป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศได้นั้น มีเหตุผลมาจากผู้ปกครองส่วนใหญ่เห็นว่าลูกของตนเป็นคนดี และสามารถหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ โดยในงานเขียน “กะเทย เย้ยเวที” ของเปรมปรีดาได้พูดถึงตัวตนของกะเทยที่ผูกโยงกับความดีได้อย่างได้สนใจเกี่ยวกับกลุ่มนางโชว์ที่เธอทำการศึกษาว่า “กะเทยหลายคนใช้โรงโชว์เป็นที่ทางเพื่ออ้างความมีคุณูปการต่อสังคม แล้วเรียกร้องการยอมรับไปที่ครอบครัวเดิมของเธอที่เคยไม่ยอมรับตัวตนกะเทย เพราะเกรงว่าจะทำมาหากินไม่ได้ ทั้งนี้ กะเทยยังเอาความคาดหวังทางสังคมต่อบทบาทของลูกที่ดีที่พึงปฏิบัติต่อบุพพการีด้วยการจุนเจือครอบครัวสม่ำเสมออีกด้วย“ โดยที่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า การมีอาชีพที่สามารถหาเลี้ยงตนและครอบครัวได้นั้น เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวยอมรับในความเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือเปลี่ยนทัศนคติจากเดิมที่ปฏิเสธการยอมรับหันกลับมายอมรับบุตรของตน
นอกจากนี้ความที่สังคมไทยยังคงให้คุณค่ากับลูกที่มีความกตัญญูรู้คุณ และให้ความสำคัญกับการเกื้อหนุนครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันหลักในสังคมไทยนั้น ทำให้การเป็นลูกที่ดีสามารถสร้างการยอมรับให้กับพ่อแม่ หรือทำให้คนในสังคมมองข้ามเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศได้ในทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามฉันยังเชื่อว่าการสร้างการยอมรับระหว่างครอบครัวและบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศนั้นคงจะต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังไม่ได้มีรูปแบบเงื่อนไขตายตัว ซึ่งฉันชอบคำพูดของคุณตุ้ม ปริญญา เจริญผล ในหนังสือ “ข้อคิด ติดปลายนวม” ได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อการมีลูกเป็นกะเทยเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายแก้ไขไม่ได้ การยอมรับ การเข้าใจซึ่งกันและกัน จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หากพ่อแม่กับลูกหันหน้ามาคุยกัน เปิดอก พูดถึงขีดจำกัดของการแสดงออกที่ต่างฝ่ายยอมรับกันได้ นั่นคือสิ่งที่ตุ้มคิดว่าดีที่สุด” อีกทั้งเธอยังให้ทัศนะว่า “สำหรับกะเทยแล้ว ไม่มีความภาคภูมิใจใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับการได้รับความรัก และการยอมรับจากพ่อ แม่และคนในครอบครัว เพราะจากประสบการณ์ของตุ้มและเพื่อนสาว จะสังเกตได้เลยว่า ถ้ากะเทยคนไหนมีนิสัยร่าเริง สนุกสนาน มองโลกในแง่ดี 99% กะเทยนางนั้นมักจะมาจากครอบครัวที่พ่อแม่ยอมรับเข้าใจ” ซึ่งสิ่งที่คุณตุ้มกล่าวนั้นคงเป็นตัวอย่างหนึ่งของประโยชน์ที่เกิดกับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว และฉันก็คิดว่ามันเป็นความจริงอย่างหนึ่งที่เกิดกับตัวฉันด้วยเช่นกัน
ในบทความตอนท้ายของแม่ที่เขียนขึ้น เสมือนว่าอยากจะฝากให้กับผู้ปกครองที่มีลูกเป็นบุคคลผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศคนอื่นๆ ว่า “สมัยนี้จะลูกผู้หญิง หรือผู้ชาย ถ้าเราเลี้ยงเขาดี ให้ความสนิทสนม ให้ความรักและความอบอุ่น ความผูกพัน ติดตามดูเขา สอนเขาให้เป็นคนดี มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ และเป็นคนดีของสังคม และทำให้ชาติ และศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง แม่กับพ่อก็พอใจและสบายใจ และมีความสุขกับลูก … ลูกจะทำอะไรให้ทำในสิ่งที่ดีงาม เราก็จะสนับสนุนเขาดีกว่า ลูกก็มีความสุข เราเป็นพ่อกับแม่ก็มีความสุขเหมือนกัน …” นี้คงพอจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเห็นว่าสังคมใช้วาทกรรมของความดี และการเป็นคนดีเพื่อสร้างการยอมรับของครอบครัวต่อบุตรที่เป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยหลายกรณีเราจะเห็นว่าความดี และความกตัญญูกตเวทีของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของการสร้างการยอมรับของพ่อแม่ และคนในสังคมในตัวตนของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ นอกจากนี้เป็นเรื่องที่น่าท้าทายว่า การยอมรับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศนั้นเป็นการยอมรับที่ปราศจากอคติทางเพศหรือไม่ หรือมีความเข้าใจในตัวตนทางเพศของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมากน้อยเพียงใด ซึ่งคงจะต้องเป็นเรื่องที่น่าขบคิดกันต่อไป
อย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องราวทั้งหมดนี้คงเป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งของครอบครัวที่ยอมรับในตัวบุตรที่เป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งยังหาได้น้อยมากในสังคมไทย หากแต่ว่า ฉันยังเชื่อว่ายังมีอีกหลายครอบครัวที่ยอมรับในตัวของลูกที่ไม่ว่าลูกจะเป็นเพศอะไร หรือเป็นคนที่ดำรงชีวิตภายใต้ความเป็นเพศวิถีนอกกรอบ สำคัญคือควรจะให้โอกาสคนเหล่านั้นออกมาพูดว่าเรื่องราวของการยอมรับในตัวลูกที่ไม่ได้ดำเนินชีวิตทางเพศตรงตามเพศกำเนิดนั้นทำอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรที่ทำให้ยอมรับ หรือไม่ยอมรับในบุตรที่เป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ และที่สำคัญคือการให้ลูกได้ใช้ชีวิตทางเพศแบบเพศทางเลือกนั้นส่งผลดีอย่างไรกับตัวลูก เพื่อที่วันข้างหน้าสังคมจะเปิดพื้นที่แห่งการยอมรับบุคคลผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง อันมีจุดเริ่มต้นมาจากครอบครัว ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสถาบันที่สำคัญของคนในสังคมไทย
เอกสารอ้างอิง
เปรมปรีดา ปราโมช ณ อยุธยา. 2549. กะเทย เย้ยเวที. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.
วารุณี แสงกาญจนวนิช. 2548. ตัดทิ้งชีวิตจริงของสาวประเภทสอง. กรุงเทพฯ:บริษัทสร้างสรรค์บุคส์ จำกัด.
ยศสันต์ เสริญไธสง (เรียบเรียง). 2546. ข้อคิดติดปลายนวม. กรุงเทพฯ: บริษัท โซนเนทเวิร์ค จำกัด.
Jenkins, C., Pramoj na Ayutthaya, P., and Hunter, A. 2005. Katoey in Thailand:HIV/AIDS and life oportinities. Policy project.
ภาคผนวก:
บทความนี้คัดลอกมาจากบทความที่แม่ของฉันเป็นผู้เขียนให้กับฉันถึง เรื่องของการยอมรับของท่านต่อตัวตนทางเพศที่เป็นสาวประเภทสองของฉัน โดยบางช่วงของบทความนี้ถูกนำไปประกอบบทความเรื่องแม่รับได้: การยอมรับของครอบครัวที่มีลูกเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งถูกเขียนไว้ดังนี้
ข้าพเจ้าแต่งงานมาเมื่ออายุได้ 22 ปี ส่วนสามีอายุได้ 32 ปี แต่งงานเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2509 พอดีปี 2510 ข้าพเจ้ามีลูกคนที่ 1 เป็นผู้หญิง พอปี 2511 ข้าพเจ้าก็มีลูกอีก 1 คนเป็นผู้ชาย แต่ไม่ได้เลี้ยงเพราะเขาได้เสียชีวิตไปตั้งแต่เกิดมาดูโลกได้ 8 ชั่วโมง เพราะเขาคลอดก่อนกำหนด ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าก็ไม่มีลูกอีกเลย จนไปหาหมอมาหลายๆที่จนข้าพเจ้าอายุได้ 33 ปี คุณหมอก็ให้คำปลอบใจว่าอายุก็แก่แล้วไม่ต้องเอาแล้ว หมอยังไม่มีลูกเลย แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ละความพยายามเพราะอยากได้ลูกชายไว้สืบสกุลเพราะพ่อของเขาเป็นคนจีน เขาอยากได้ลูกผู้ชาย ข้าพเจ้าก็หวังอยู่ว่าบุญมีเราต้องได้ลูก ผลสุดท้ายเราก็ได้ลูกผู้ชายตามความปรารถนา วันที่ข้าพเจ้าคลอกลูกออกมาเป็นผู้ชาย คุณพ่อเขาดีใจมากที่ได้ลูกชาย จนพาเพื่อนๆ ไปเลี้ยงฉลองกันคืนนั้นเลย แต่มาเดี๋ยวนี้ลูกที่เราหวังว่าจะเป็นผู้ชาย 100 % นั้น มันไม่ใช่อย่างที่เราคิด เพราะลูกก็มาเป็นสาวประเภทสอง ตอนแรกแม่กับพ่อก็รับไม่ได้ แต่เราเป็นแม่ก็พยายามคุยโน้มน้าวจิตใจให้ลูกว่า ให้ลูกจงเป็นลูกผู้ชายให้เข้มแข็ง เพราะเราเป็นตระกูลคนจีน จะได้มีตระกูลที่ยืนยาวต่อไป แต่ลูกเขาไม่รับปาก และไม่พูดอะไรให้เรารู้ว่าเขาเป็นสาวประเภทสอง เขาจะพยายามปกปิดเราตลอดเวลา แต่เราเป็นแม่ก็จะพยายามสังเกตดูพฤติกรรมของเขามาตลอดเวลา
เวลาไปเรียนหนังสือหรือกลับมาบ้าน เขาจะไม่กล้ามองสบตากับพนักงานที่บ้าน เขาจะเลี่ยงเดินเข้าบ้านและขึ้นบนบ้านไปเลย เขาจะไม่แสดงให้แม่เห็นว่าเขาเป็นอย่างที่เขาเป็น จนเรามารู้ทีหลังว่า เขาชอบผู้ชายเหมือนกัน แต่ถ้าเขาอยู่กับเพื่อนๆเขาจะแสดงออก แต่กับพ่อแม่พี่เขาจะไม่ให้รู้เลย แต่น้องสาวของเขาคงจะรู้กันกับพี่ชาย แต่เขาก็ไม่บอกให้พ่อแม่รู้เลย พอมารู้ที่หลังว่าลูกเราเป็นสาวประเภทสองเรารู้สึกเสียใจ ยิ่งคุณพ่อของเขายิ่งรับไม่ได้เลย เขาจะด่าว่าจะตัดลูกกันเลย แล้วจะไม่ให้ข้าพเจ้าเอาใจใส่ลูก ไม่ให้สนใจลูกได้อย่างไร เพราะเขาเกิดมาเป็นลูกของเราถ้าพวกเราไม่สนใจเขา เขาก็จะอ้างว้าง ว้าเหว่ และจะคิดสั้นได้ เราก็เลยนั่งคิดว่ามันเป็นกรรมของเราที่เกิดเขามาเป็นคนแบบนี้ เราก็มานั่งนึกย้อนถึงอดีตและญาติพี่น้อง ว่าครอบครัวเขาก็มีเป็นเหมือนกัน และความที่เรารักลูกมาก เป็นห่วงเขาและกลัวเขาจะน้อยใจว่าทำไมเขาถึงเป็นอย่างนี้ แล้วมาคิดอีกทีว่า คนเราเกิดมาใครๆก็ไม่อยากเป็นชีวิตที่เหมือนคนครึ่งหญิงครึ่งชายหรอก เพราะยึดถือกรรมเวรตนเรา ก็ทำให้ยิ่งเห็นใจเขามากขึ้น ยิ่งมาคิดว่าเขามีปมด้อยอยู่แล้ว แล้วเราเป็นแม่จะเพิ่มความทุกข์ให้เขาอีกหรือ ยิ่งเขาเป็นแบบนี้ ต้องรักเขามากขึ้น และมากกว่าคนธรรมดาอีกหลายเท่า
ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าจะพยายามพูดคุยให้คุณพ่อเขาเข้าใจและยอมรับความจริง แต่กว่าจะยอมรับได้ก็ใช้เวลาอยู่หลายปี จนมาเดี๋ยวนี้ เขาจะให้ข้าพเจ้าโทรหาลูกตลอดเพราะตัวของลูกเป็นคนดี เวลาเรียนก็ตั้งใจเรียน คบเพื่อนดีๆ และเป็นห่วงพ่อแม่ตลอด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะโทรถามสารทุกข์สุขดิบตลอดเวลา จนมาถึงวันนี้คุณพ่อเขาจะเอ่ยออกมาว่า แม่ทำไมไม่โทรไปหาลูก เป็นห่วงลูกเพราะลูกเราเป็นคนดี ข้าพเจ้าสบายใจมาก ถึงแม้เราไม่ได้ลูกชายก็ไม่เป็นไร สมัยนี้จะลูกผู้หญิงหรือลูกผู้ชาย ถ้าเราเลี้ยงเขาดีให้ความสนิทสนมให้ความรัก และความอบอุ่น ความผูกพัน ติดตามดูเขา สอนเขาให้เป็นคนดี มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ และเป็นคนดีของสังคมและทำให้ประเทศชาติ และศาสนาเจริญรุ่งเรือง แม่กับพ่อก็พอใจและสบายใจ และมีความสุขกับลูก กับบางคนที่เขาได้ลูกชาย แต่เขาไม่เอาใจใส่ดูแลก็ทำให้เขาทุกข์ใจได้เหมือนกัน สู้เราเลี้ยงลูกให้ดี ลูกจะทำอะไรให้ทำในสิ่งที่ดีงาม เราก็จะสนับสนุนเขาดีกว่า ลูกก็มีความสุข เราเป็นพ่อแม่ก็มีความสุขเหมือนกัน ข้าพเจ้าเองในตอนนี้ มีความสุขที่สุดที่ลูกของเราเป็นคนดีของสังคม
อ้างอิงจาก บทความที่นำเสนอในการประชุมวิชาการ เพศวิถีศึกษาในสังคมไทยครั้งที่ 1



