นิตยสารเกย์ ผู้ชายถ่ายนู้ด และท่าทีของกะเทย
Last Updated on Saturday, 03 July 2010 Written by Administrator Saturday, 05 September 2009
นิตยสารเกย์ ผู้ชายถ่ายนู้ด และท่าทีของกะเทย
โดย เปรมปรีดา ปราโมช ณ อยุธยา
เริ่มเรื่อง
1.งานส่วนหนึ่งของศูนย์ข้อมูลความหลากหลายทางเพศแห่งประเทศไทย ทำให้ฉันต้องนั่งทำบรรณานุกรมนิตยสารเกย์ที่รวบรวมมาได้ ทั้งนิตยสารเก่ามาก, เก่าปานกลาง และของใหม่ บางเล่มอาจผ่านการถูกหมกซ่อนในบางมุมของห้องน้ำ, ใต้ถุนบ้าน, ยัดไว้ในลังกระดาษที่ดันเข้าไปด้านในสุดของห้องเก็บของ หรือจะเคยอยู่มุมใดก็ตาม แต่เมื่อมันมาอยู่ในมือฉันแล้วมันคือของมีค่า ฉันต้องพลิกด้านหน้า ด้านหลังของหนังสือแต่ละเล่มเพื่อบันทึกรายละเอียดสำคัญต่างๆ และแน่นอนว่าต้องกวาดตาอ่านคอลัมน์ที่อยู่ในนิตยสารเหล่านั้นด้วย ฉันเริ่มสะดุดกับสาระเกี่ยวกับกะเทยที่อยู่ในนิตยสารเกย์และตั้งคำถามว่า ประวัติศาสตร์ของกะเทยนั้นอยู่ในนิตยสารเกย์ด้วยหรือไม่ อย่างไร
2.ฉันลองสุ่มหยิบ 5 เล่มแรกของแต่ละหัวหนังสือที่อยู่ในศูนย์ข้อมูลฯ ขึ้นมาพลิกดูว่ามีเรื่องกะเทยไหม บางเล่มมี บางเล่มไม่มี บางเล่มพูดเฉียดไปเฉียดมานิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ได้เห็นบทความที่น่าสนใจเช่น มิถุนาจูเนียร์ เล่ม 4 (2527) หน้า101 สัมภาษณ์ “อีอ๊อด” วรายุฑ มิลินทจินดา ผู้ที่ทำให้ข้อความ “เดี๋ยวตบด้วยหนามทุเรียน” กลายเป็นวลีฮิตติดปากวัยรุ่นสมัยนั้นนีออน ฉบับที่ 3 (กุมภาพันธ์ 2528) หน้า120 เขียนถึงละครเวทีเรื่อง “เดี๊ยน...ถ้าจะรักเดี๊ยนต้องเป็นใบเตยนะฮ้า” ซึ่งในที่นี้เดี๊ยนถูกใช้เสมือนคำแสลงเรียก “กะเทยแม่บ้านที่ทั้งแต๋วทั้งหวานช่างเจรจาฉอเลาะออดอ้อน” ส่วนใบเตย สื่อถึง “หนุ่มหล่อแสนดีทั้งยังเก่งกาจแบบลิ้นกระดาษทรายน้ำลายแชล๊ค” มรกต ฉบับที่ 5 (มีนาคม 2529) หน้า60 มีบทความกะเทยกับหมอผี ที่สะท้อนกระบวนการแปลงเพศในอเมริกา ค.ศ. 1969 เล่าเรื่องของจอห์น ชาวเทนเนสซี ที่พยายามก้าวข้ามความเป็นชายไปใช้ฮอร์โมนเพศหญิง กระทั่งเรียกตัวเองว่าจูดี้ และระหว่างทดสอบเชิงจิตวิยาเพื่อเตรียมผ่าตัดแปลงเพศ จูดี้ได้คุยกับหมอผี แล้วผ่านพิธีไล่วิญญาณร้าย ซึ่งท้ายสุดทีมแพทย์ผ่าตัดแปลงเพศต้องตะลึงเมื่อพบจอห์นอีกครั้งในมาดนักธุรกิจ ผมและเล็บสั้น รองเท้ามันวับ
มรกตฉบับเดียวกัน หน้า118 คอลัมน์บันไดชีวิต เล่าเรื่องอรนภา กฤษฎี ม้า...ผู้รวยอาชีพ…เธอผ่านงานแต่งหน้า, เดินแบบ, ทำร้านดอกไม้, แสดงละครทีวี, เป็นคอลัมนิสต์เรื่องความงาม เป็นต้น บทความเหล่านี้สะท้อนชัดว่าเรื่องของกะเทยถูกเล่าอย่างออกรสออกชาติในนิตยสารเกย์
3.ภายในกระบวนการรวบรวมนิตยสาร ฉันยังเดินเข้าออกบาร์เกย์ และร้านรวงที่เป็นมิตรกับเกย์ด้วยซึ่งนอกจากฉันจะเผลอมองเรื่อนร่างเกย์หนุ่มแล้ว ฉันยังสังเกตเห็นตัวตนกะเทยในพื้นที่เกย์ด้วย บ้างแต่งกายด้วยเครื่องแบบพนักงานชายแต่ใช้เครื่องสำอางค์สีสดเด่นกว่าคนอื่นๆ, บ้างแต่งชุดพร้อมขึ้นโชว์บนเวทีในดิสโก้เทคเกย์, ตลอดจนป้ายประชาสัมพันธ์การประกวดนางงามกะเทยในวาระครบรอบทุกขวบปีของสถานบันเทิงเพื่อเกย์ ฉันยังย้อนกลับไปสังเกตเห็นว่าภาพการประกวดนางงามกะเทยมักกลายเป็นภาพหน้าปกและสกู๊ปไฮไลท์ในทุกๆ หัวนิตยสารเกย์ ฉันจึงคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิดที่จะกล่าวว่า หากนิตยสารเกย์มีส่วนก่อร่างสร้างตัวตนเกย์ นิตยสารเกย์ยังมีส่วนเน้นย้ำความคาบเกี่ยวกันอยู่บ้างในเรื่องของตัวตนกะเทยกับเกย์ด้วย และถ้านิตยสารเกย์ถูกมองในฐานะพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ มันยังสะท้อนอีกว่า กะเทยและเกย์ใช้พื้นที่ร่วมกันทั้งเชิงนามธรรมและกายภาพ
ฉันคิดต่อไปในเรื่องความเป็นตัวเป็นตนทางสังคมว่า เรื่องของกะเทยในสื่อเกย์ ไม่ค่อยจะถูกหยิบยกขึ้นพูดอย่างสลักสำคัญ ในทางวิชาการยังเคยเล่าเรื่องกะเทยภายใต้หัวข้อวิจัยว่าด้วยกลุ่มเป้าหมายเกย์มาแล้ว อย่างไรก็ตาม จุดร่วมและจุดต่างในเรื่องตัวตนกะเทยและเกย์ยังต้องถูกศึกษาและนำเสนอกันต่อไป แต่ในที่นี้ ถ้ามองสื่อในฐานะพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ น่าจะเป็นมุมที่เล่าเรื่องกะเทยโยงกับเกย์ได้อย่างน่าสนุก ซึ่งสาระเหล่านี้เสมือนความสำคัญของประเด็นที่ฉันคาดหมายจะใส่ไว้ในบทความ
4.ฉันพยายามแสวงหาผู้ใดที่จะสะท้อนประสบการณ์เก่าๆ เกี่ยวกับกะเทยที่มีส่วนร่วมงานกับนิตยสารเกย์ ซึ่งหลังจากปรึกษาหารือกับทีมงานแล้ว ชื่อของ “พี่ปิ๊กจุ๊บจิ๊บ” ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะสาวประเภทสองหรือกะเทยที่มีส่วนร่วมงานกับนิตยสารเกย์ในอดีต ทั้งเคยร่วมงานกับอาโก๋ ปากน้ำ และแต่งกายเป็นหญิงในภาพลักษณ์ของสาวผมยาวด้วย ฉันพยายามติดต่อพี่ปิ๊กจุ๊บจิ๊บเพื่อขอนัดสัมภาษณ์ เมื่อฉันโทรไปหา เสียงที่ตอบกลับมาบอกว่า ปิ๊กจุ๊บจิ๊บกำลังพูด ทว่าเสียงนั้นค่อนข้างอ่อนเพลีย ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลที่ฉันได้รับรู้มาว่าพี่ปิ๊กกำลังป่วย ฉันสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องงานอย่างสั้นๆ และนัดหมายขอเยี่ยมบ้านเพื่อพูดคุยเรื่องราวการทำงานของพี่ปิ๊กในอดีต ซึ่งก็ดีใจที่พี่ปิ๊กบอกว่าช่วงนี้กำลังว่าง และยินดีให้ข้อมูล สามารถมาเยี่ยมบ้านได้ในอีกสองวันถึงวันนัดหมาย ฉันโทรไปยืนยันการเยี่ยมบ้าน เสียงปลายทางตอบกลับมาว่า เป็นผู้ดูแลพี่ปิ๊ก และตอนนี้พี่ปิ๊กอยู่ในห้องไอซียู พี่ปิ๊กยังพูดอยู่เลยว่า วันนี้จะมีคนมาสัมภาษณ์ให้แต่งตัวให้แกดีๆ ฉันรู้สึกอึดอัดพูดไม่ออก สุดท้ายฝากอวยพรให้พี่ปิ๊กอาการดีขึ้นก่อนวางสาย หลังจากนั้นราวสองสัปดาห์ ฉันติดต่อไปเพื่อสอบถามเกี่ยวกับอาการของพี่ปิ๊กอีกครั้ง เสียงเซ็งแซ่แทรกเข้ามา และผู้รับสายปลายทางบอกว่ากำลังอยู่ในงานรดน้ำศพพี่ปิ๊ก ฉันสลดใจ และกล่าวคำเสียใจให้กับญาติพี่ปิ๊ก ซึ่งขอไว้อาลัยให้กับพี่ปิ๊กในโอกาสนี้ด้วย
5.ความตั้งใจที่จะเล่าเรื่องนิตยสารเกย์นั้นยังคงอยู่และยังหวังใจจะให้เห็นประวัติศาสตร์กะเทยด้วย แต่ฉันคงต้องหาแนวทางใหม่ในการเล่าเรื่องเหล่านี้เสียแล้ว ต่อมาฉันได้รับคำแนะนำให้ติดต่อผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงงานเขียนมาเป็นเวลานาน และมีประสบการณ์เชื่อมโยงกับนิตยสารเกย์และภาพนู้ดด้วย ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเวลาและการปรับเปลี่ยนเนื้อหาสาระในการนำเสนอบทความอย่างกระทันหัน ฉันคิดว่าเรื่องของชายคนนี้เป็นตัวเลือกที่มีค่ามากพอสำหรับนำเสนอสาระภายใต้หัวข้อ “นิตยสารเกย์ ผู้ชายถ่ายนู้ด และท่าทีของกะเทย” ถึงวันนัดหมาย เมื่อฉันนั่งลงตรงหน้าชายคนดังกล่าว เขาพูดถึงตัวเขาว่า
“พี่เขียนหนังสือ เขียนเรื่องสั้น เขียนกวี ถ่ายหนังสั้น เขียนสารคดี ทำการแสดงกลางแจ้ง”
เขายังกังวล และเปรยว่าต้องให้เกียรติแฟน (ผู้หญิง)
เขาเปรยต่อ ว่า “ปิดบังนามปากกาให้หน่อยนะ นักเขียนคนหนึ่ง หนังสือเล่มหนึ่งอะไรก็ได้”
ฉันตัดความคาดหวังที่จะได้ข้อมูลแบบละเอียดเจาะจงจากผู้ให้ข้อมูลคนนี้ออกไปก่อน และหันไปใส่ใจกับการชวนคุยเพื่อสกัดสาระตามหัวเรื่องให้ได้มากที่สุด
งานเขียน เขียนอะไรบ้าง อะไรที่ทำให้อยากเขียนบ้าง, งานเขียนของพี่ ทำให้คนรู้จัก คนเล่าถึงพี่ยังไงบ้าง- - ฉันถาม
“มันมีความเฉพาะตัว เซอร์ๆ เป็นรุ่นแรกๆ ที่สะท้อนจินตนาการเสียดสีสังคม พูดเรื่องเพศแบบสวิงกิ้ง เซ็กซ์โฟน พี่สนใจความ “Abnormal” ของเมือง พี่มาจากชนบท พอเข้ามาในเมืองแล้วมันมีความแปลกแยกสูงมากก็เลยเสนอด้านมืดของเมือง เค้าบอกว่ามีชมรมสวิงกิ้ง เราก็ไปดู เข้าไปแล้วซื้อเบียร์นั่งกิน นักเขียนต้องไปอยู่ในสถานการณ์หลายสถานการณ์ พี่ยังเชื่อว่าทุกคนทำอะไรจากแรงขับทางเพศ ซึ่งในระดับหนึ่งมันจะเป็นวุฒิปัญญา...งานเขียนอื่นๆ ออกแนวล้อเลียนเสียดสี มีอิทธิพลต่อรุ่นหลังนิดๆ ในแง่ “ผู้บุกเบิกเรื่องสั้นแบบสมัยใหม่”
ปากคำและน้ำเสียงข้างต้นนี้ ประหนึ่งคำแนะนำตัวละครหลักตัวหนึ่งในบทความนี้ที่ฉันจะยกเรื่อง และเสียงของเขาขึ้นมาเล่า และฉันจะขอเรียกเขาว่า “พี่โบ”
6.“กะเทยเปิดเผยได้...เกย์ดูออกยาก นอกจากจะนอนข้างกัน...พี่มาจากบ้านนอก จังหวัดศรีสะเกษ มีทอมอยู่คนเดียว...”
พี่โบเปรยถึงความคิดเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศว่าอย่างนั้น และฉันพยายามจะชวนให้พี่โบเล่าถึงนิตยสารเกย์สักที“ ช่วงหนึ่ง มีบริษัทนึงเค้าพิมพ์หนังสือหนุ่มสาว ก็ พี่อ่านหนุ่มสาว, แมน บางทีประดักประเดิด ถือหนังสือโป๊ผู้หญิงแต่มันมีรูปผู้ชายแทรก พอเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อนเค้าไปทำหนังสือเพื่อยังชีพ พี่ก็ตามไปทำหน้าที่จ่าหน้าซองสำหรับภาพลับเฉพาะ ให้ทางบ้านจ่าหน้าซองสั่งซื้อภาพลับเฉพาะ ถ้าอยากมีตังค์กินข้าวก็ต้องมาจ่าหน้าซอง เห็นว่า เฮ้ย มันมีหนังสือเกย์ในบ้านเรา แล้วได้คุยกับเพื่อน เอ้ยไอ้คนนี้เป็นเกย์นะเว้ย ก็รู้ว่าโลกเราไม่ได้มีแค่หญิงชาย แต่ก่อนรู้แค่กะเทย แต๋วจ๋า…เคยช่วยจ่าหน้าซองให้วีคเอนท์เมนส์ , เคยช่วยงานมิถุนา จากประสบการณ์ที่จ่าหน้าซองนิตยสาร ทำให้ได้รับรู้ว่ามีเกย์เป็นหมอ, มีเกย์ในคุก ในกรมทหาร เป็นสังคมที่ทำให้เกิดขึ้นได้”
ร่วมงานกับนิตยสารเกย์แล้วมองความเป็นเพศเปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร?
“งานศิลป ทำให้มองผู้หญิงสวย มองผู้ชายเฮ้ยไอ้นี่หน้าตาดีนะเว้ย เป็นเรื่องปกติของคนทำงานศิลป...พี่เลยอยากทำแคสติ้ง ว่าใครมีองค์รึเปล่า”
งานนิตยสารทำให้ได้มุมในการมองว่าผู้ชายแบบไหนเซ็กซี่หรือหน่วยกร้านดี?...ฉันถาม
“เออ อออออ”- - ตอบกลับแบบกระทันหัน เสียงดังและลากเสียงยาว
ช่วยเล่าประสบการณ์แคสติ้งนายแบบนิตยสารเกย์ให้ฟังหน่อย?
“เคยชวนยามมารับจ๊อบถ่ายรูป ไปที่จตุจักร ถ่ายภาพบนรถไฟ ถ่ายไปรถไฟวิ่งออก พวกกะเทยก็แอบดูนายแบบ ตลกดี อยากให้พี่ยามเค้าได้เงิน ถ่ายไปถึงขั้นล้างฟิลม์ สมัยก่อนยังเป็นฟิลม์สไลด์ ภาพออกมาเห็นแมลงวันเกาะที่... เจ้าตัวมาเห็นบ่นว่ามึงถ่ายยังไงวะ เหตุเกิดเพราะหาโลเคชั่นเอ้าท์ดอร์ หาที่ลับตา”
พี่คัดเลือกนายแบบ แล้วต้องไปในกระบวนการถ่ายทำ แล้วยังต้องมีการปลุกอารมณ์...(ฉันทำหน้าสงสัยพยายามสื่อไปให้ถึงพี่โบ)
“เราเอาหนังสือโป๊ให้เค้าอ่าน เราไม่ได้อยู่ตอนนั้น เราไม่ได้ดู”
แล้วตากล้องจะมีอารมณ์ไปด้วยไหม?
“มันบอก กูก็อยากทำให้มันเสร็จๆ จบๆ”
มีวิธีการยังไง ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประดักประเดิด พูดยังไง?
“เฮ้ยทำงานเว้ย งานจบได้เงิน”
แล้วยังมีบทบาทไหนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการถ่ายรูป รึอะไรทำนองนี้ไหม อะไรที่เราต้องเข้าไปเติมให้กระบวนการสำเร็จ น่าเล่า น่าสนุก?
“มันไม่สนุกหรอก อะไรที่เป็นงานมันไม่สนุก แต่เราขำกับมันมากกว่า และคนเป็นนักเขียนการได้รับรู้ประสบการณ์อะไรที่มันแตกต่างไปจากเดิม เราต้องเปิดใจให้มันกว้างๆ เหมือนเราได้เข้าใจคนอื่นๆ ว่า โลกใบนี้มีหลายเพศหลายวัย ถ้าเราเหยียดมันเมื่อไหร่ เสร็จเลยทัศนคติของเรา”
เคยเขียนงานให้กับนิตยสารเกย์ไหม?
“วีคเอนท์ยุคนั้นงานเขียนออกแนววรรณกรรม เรื่องสั้น สกู้ป สารคดีเช่น ศูนย์รวมกะเทย เกย์ สมัยก่อนมันอยู่ที่ไหน ก็ทำสกู้ปมา ยุคนั้นสนามหลวงเป็นแหล่ง อยากเห็นไรก็ต้องไปสนามหลวง เหมือนสีลมสมัยนี้ ที่สนามหลวง เกย์ กะเทยยืนตามต้นไม้ ผีขนุน” (พี่โบไม่ได้บอกว่าตนเป็นผู้เขียนแต่เล่าประหนึ่งผู้รับรู้กระบวนการ)
พี่โบหยิบนิตยสารเกย์เก่าๆ ที่พกมาจากบ้านขึ้นมา แล้วชี้ชวนให้ดูรายชื่อนักเขียนดังที่เคยระบุในนิตยสารเกย์ ฉันจึงถามว่า
ทำไมคนที่มีความสามารถทางด้านกวี ศิลป ผ่านการทำงานกับหนังสือเกย์มาก่อน?
“เหมือนการปรุงอาหาร เราก็ได้กับข้าว เราไม่ได้แยกว่ามันเป็นนั่นเป็นนี่ มันคืองานชนิดหนึ่ง”
7.“นักเขียนชื่อดังแก้ผ้าถ่ายนู้ด” ขณะพูดคุยสัมภาษณ์ พี่โบลุกจากโต๊ะที่นั่งคุยกันอยู่ แล้วก็โพล่งประโยคข้างต้นออกมา ฉันจึงชวนให้พี่โบเล่าเรื่องถ่ายนู้ด
“พี่ว่า เหมือนวัยหนึ่งคนเราก็อยากทำอะไรสนุกๆ พี่เคยถ่ายนู้ดแต่เป็นนู้ดทำมือให้เพื่อนถ่าย ถ่ายเอง ทำเอง ขายเอง ถามว่าคนดูภาพนู้ดแล้วเกิดความรู้สึกเนี่ย (หยิบหนังสือหนุ่มสาวขึ้นมา ภาพหน้าปกเป็นหญิงนุ่งน้อยห่มน้อย) เนี่ย สมัยก่อนเราดูเนี่ย เข้าห้องน้ำแล้วเนี่ย (สื่อนัยยะถึงการช่วยตัวเองทางเพศ)”
เพราะสมัยก่อนเพิ่งมีหนังสือแนวนี้ออกมา?
“ช่าย ยยยยย (ตอบกลับทันควัน เสียงดัง และลากเสียงยาวๆ) เด้วนี้มีเข้ามา ที่มันชัดเจนกว่าความคลาสสิคหรือศิลป และหนังสือนี้มักอยู่ตลาดล่าง หัวลำโพง สะพานควาย”
ทำไมตัดสินใจทำนู้ดทำมือ?
“มีสองช่างภาพที่สนิทกันถ่าย ตอนแรกอยากรู้ว่า สรีระอย่างเราจะมีคนซื้อรึเปล่า คนซื้อจริงๆ เหมือนกันนะ โลกใบนี้ ยังมีอะไรที่เป็นความลับของแต่ละคน เหมือนเขาซื้อเพราะตัวพี่ ซื้อเพราะงานอาร์ต ซื้อเพราะพี่เป็นนักเขียนแล้วมาถ่ายนู้ด มีช่างภาพทั้งหญิงและชาย เพื่อนสนิทกัน คือ การที่เราจะแก้ผ้าให้เพื่อนถ่ายคือต้องสนิทกัน
ขำ ทำไปทำไม” บอกเพื่อนว่ายังไง?
“เฮ้ยกูจะถ่ายนู้ดว่ะ เพื่อนเป็นช่างภาพอยู่แล้ว คิดว่าเป็นทอม ถ่ายตามโลเคชั่นต่างๆ ที่เป็นธรรมชาติ ถ่ายๆไป นั่งแก้ผ้าอยู่ ชาวเขาเดินผ่าน...พี่คิดว่า ร่างกายคือความว่างเปล่า มนุษย์คือความว่างเปล่า ยิ่งดูตัวเองเหมือนเราปลงอนิจจัง การดูนู้ดก็ทำให้เรามีสติได้”
ถ่ายกับช่างภาพที่เป็นหญิง และชาย ความรู้สึกต่างกันไหม?
“ถ่ายกับผู้หญิงง่ายกว่า พี่ถามช่างภาพ เออเนี่ย ภาพนู้ดเนี่ยพี่ต้องปั่นไหม ช่างภาพบอกว่า พี่เข้าใจศิลปผิดไปเลยนะ นู้ดมันไม่จำเป็นต้องแข็งตัว กับช่างภาพชาย ได้ถ่ายเป็นขาวดำ เน้นถ่ายไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ไม่ได้เน้นทางเพศ ทำเอามัน ตอนนั้น พี่อายุ 30 ต้นๆ (ขณะนี้ เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว)”
คิดอยากทำกิจกรรมท้าทายนี้ เพราะนิตยสารนู้ดบูม ช่วงนั้น?
“เออ อออออ”- -ตอบกลับทันควัน เสียงดัง ลากเสียงยาว (อีกแล้ว)
มันทำให้เรารู้สึกว่าเราก็อยากมีบ้าง?
“เออ เป็นไปได้ๆ”
แล้วพี่ตั้งราคานู้ดทำมือไว้เท่าไหร่?
“50 บาท”
มีเรื่องาราวไหม หรือว่ารูปอย่างเดียว?
“รูปอย่างเดียวเลย มีบทกวีช่วงท้าย เกี่ยวกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ”
นู้ดทำมือ วางขายที่ไหน นั่งอยู่ด้วยไหม?
“นั่ง ไม่อาย...นู้ดทำมือคร้าบ นู้ดทำมือคร้าบ งานสัปดาห์ หนังสือยังเคยเอาไปวางขายไว้ พี่เคยดังมากช่วงหนึ่งสมัยหนังสือผู้จัดการเป็นแทปลอยด์ เข้าห้องน้ำ พวกทะลึ่งๆ ก็ถ่ายพี่แล้วเอาไปลงหนังสือ แล้วฮือฮากัน พี่ว่าโลกใบนี้ทุกคนก็อยากจะเห็นคนอื่นแก้ผ้าว่ะ มันเป็นจินตนาการของทุกคนพี่ว่า เหมือนที่เค้าพูดว่า บางทีความงามมันคือเรื่องของสรีระและการเปิดเผยออกนะ บางทีมันไม่ได้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตัว คนที่ใส่เสื้อผ้ายิ่งมีความลับ หนังที่เสนอ การแก้ผ้าวิ่งริมทะเล มันก็คือความงามของมัน”
8.“เซ็กซ์ของเกย์เป็นข้อดีที่ผู้ชายต้องระวัง” “สถาพสังคมทั่วไป ปัญหามาจากไม่กี่เรื่อง เงินกับเซ็กซ์เป็นตัวแปรที่ทำให้คนเลิกกันหรือรักกัน เรื่องเซ็กซ์ นี่ เคยมีคนบอกว่า คุณอย่าไปลองมีอะไรกับเกย์โดยเด็ดขาด มีโอกาสที่จะติดใจได้ แล้วจะหลงเข้าไปใน Forest Together (ไม้ป่าเดียวกัน)” พี่โบคิดว่าเส้นแบ่งระหว่างผู้ชายกับเกย์นั้นบางมาก ออรัลเซ็กซ์คือการกระทำทางเพศที่พี่โบคิดว่าชายใดได้รับจากเกย์แล้วจะติดใจความรักในเพศเดียวกัน นอกจากนี้พี่โบเชื่อว่าวัยเด็กคือวัยที่กำลังเลือกขับเน้นความเป็นหญิงหรือความเป็นชาย “ผู้ชายทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นเกย์ได้เพราะผู้ชายทุกคนมีความเป็นผู้หญิงอยู่ในตัว ตอนเด็กพี่อยู่ในครอบครัวที่มีผู้หญิงสี่คน พี่เป็นน้อง ชื่อตอนเด็กชื่อโบตั๋น ถูกเรียกว่าน้องโบ เราก็แก้เคล็ดเปลี่ยนชื่อซะ เตะตระกร้อซะ ว่ายน้ำซะ ไม่เป๊น นนนนน (เน้นเสียง และลากเสียงยาวๆ) ตอนเด็กเคยถูกจับใส่กระโปรง แต่พี่อีกคนมาช่วยชวนไปชกมวย” พี่โบยังสะท้อนแง่มุมไม่น่าพึงใจของเกย์ว่า ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่เกย์บางกลุ่มไปละเมิดความสบายใจในการยืนถ่ายปัสสาวะของผู้ชายในห้องน้ำ ไม่อยากให้กะเทยบางกลุ่มดูหมิ่นผู้ชายต่างจังหวัดว่าเสี่ยว “พี่ไม่อยากเห็นการเดินพาเหรดตามท้องถนนแล้วบอกว่าตนเป็นอะไร สิ่งที่พี่อยากเห็นในแวดวงนี้ก็คือการสร้างความไว้วางใจให้กับผู้อื่นที่เค้าอยู่ร่วมในสังคม”
ส่งท้าย
แม้ว่าหลายคำถามพี่โบจะไม่เติมข้อมูลให้กระจ่างขึ้นหลังจากถูกถามเป็นครั้งที่สอง แม้ข้อมูลจะมีความกระท่อนกระแท่น แต่ก็มีสาระบางประการที่เหมาะจะนำไปคิดต่อแฝงอยู่ อย่างน้อยการพูดคุยกับพี่โบก็ทำให้ฉันมีเครื่องหมายคำถามเกี่ยวกับความคิดของสมาชิกในสังคมที่เชื่อมโยงกับความเป็นเพศได้เป็นระยะๆ ตลอดเวลาสนทนา การเขียนบทความชิ้นนี้เสมือนแบบฝึกหัดให้ฉันมองนิตยสารเกย์ ตัวตนเกย์ ตัวตนกะเทย และมุมมองของผู้ชาย ซึ่งยังมีอีกหลายประเด็นชวนให้ฉันต้องขบคิด, ต้องทบทวนกระบวนคิด ดังเช่นประวัติศาสตร์ของกะเทยที่อยู่ในนิตยสารเกย์ยังมีแง่มุมใดอีกบ้าง อย่างไร, ฉันได้เห็นแง่มุมที่ว่ากะเทยในบางยุคดำเนินชีวิตสอดคล้องกับคำว่า “กะเทย Part-time” เพราะแต่งกายเป็นชายในชีวิตประจำวันแต่แต่งหญิงในวาระพิเศษ ส่วน “กะเทยFull-time” นั้นจะสอดรับกับภาพของกะเทยในยุคปัจจุบันที่ใช้ชีวิตไปในทางเดียวกับผู้หญิงทั้งวันทั้งคืน หากใช้เวลาสืบค้นเรื่องกะเทยในนิตยสารเกย์มากขึ้นอาจมีข้อค้นพบเกี่ยวกับพัฒนาการของกะเทย และความคาบเกี่ยวกันระหว่างตัวตนเกย์ กะเทย ที่น่าสนใจขึ้นอีก ยังมีแง่มุมเกี่ยวกับตัวตนเกย์ กะเทย และนิตยสารเกย์ ที่ว่านิตยสารเกย์ไม่จำเป็นต้องถูกผลิตโดยเกย์ และสาระข้างในก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรักเพศเดียวกันที่เขียนขึ้น ดังนั้น หากนิตยสารเกย์มีอิทธิพลต่อตัวตนเกย์ หรืออาจรวมกะเทยด้วยนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดต่อว่า ใครกำหนดตัวตนเกย์ กะเทย และปัจจัยใดอีกบ้างที่เชื่อมโยงต่อตัวตนเกย์ กะเทยในสังคมไทย
นอกจากนั้น เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ หากนายแบบนิตยสารเกย์ในบางยุค เป็นผู้ที่ย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาหางานในกรุงเทพฯ และต้องเปลือยกายถ่ายแบบเพื่อแลกค่าแรงนั้น เหตุผลข้อนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องชี้แจงเพื่อเจือจางความดูแคลนที่ให้กับนายแบบนู้ด ในทำนองเดียวกันสมาชิกในสังคมก็ยังคาดหวังให้เกย์ กะเทย ทำงานเพื่อสังคมวงกว้าง เคารพศักดิ์ศรีผู้อื่น และวางตัวในพื้นที่สาธารณะให้เหมาะสมด้วย ซึ่งบางข้อความจากบทความนี้ได้เตือนให้เกย์ กะเทยระมัดระวังไม่กระทำการละเมิดผู้ใดทั้งด้วยสายตา วาจา คำพูด รวมทั้งการกระทำอื่น ในทางกลับกันก็ไม่ควรเปิดโอกาสให้ผู้อื่นทำในลักษณะดังกล่าวข้างต้นซึ่งถือว่าละเมิดสิทธิและความเป็นเพศของเกย์ กะเทย การวางตัวในที่นี้ยังหมายรวมถึงการตระหนักในภาพลักษณ์ของผู้ที่ใช้ความเป็นหญิง ซึ่งกะเทยก็ต้องระลึกไว้ในระดับหนึ่งด้วย
อ้างอิง
นิตยสารเกย์สมัยเก่า
“กะเทยกับหมอผี” ใน มรกต ปีที่ 1 ฉบับที่ 5, มีนาคม 2529, น. 60-63
“เดี๊ยน...ถ้าจะรักเดี๊ยนต้องเป็นใบเตยนะฮ้า”ใน นีออน ฉบับที่3,กุมภาพันธ์2528,น.120-121
“อีอ๊อด วรายุฑ มิลินทจินดา” ใน มิถุนาจูเนียร์ เล่ม 4 (2527) น. 101-113
“อรนภา กฤษฎี ม้า...ผู้รวยอาชีพ” ใน มรกต ปีที่ 1 ฉบับที่ 5, มีนาคม 2529, น. 118-124
สัมภาษณ์
พี่โบ (นามสมมุติ) อายุประมาณ 40 ปี ทำการสัมภาษณ์พูดคุยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551, ณ สำนักงานนิตยสารฉบับหนึ่งบนถนนลาดพร้าว 101
ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นและโอกาสที่ให้ฉันได้ปรึกษาตลอดระยะเวลาที่พยายามเขียนบทความนี้



