ช่วงชิงการอธิบาย หนีตายจากการชิงชัง: หยุดที่บอกว่ากะเทยป่วย!!!
Last Updated on Sunday, 13 March 2011 Written by Administrator Thursday, 03 March 2011

ช่วงชิงการอธิบาย หนีตายจากการชิงชัง: หยุดที่บอกว่ากะเทยป่วย!!!
โดย คทาวุธ ครั้งพิบูลย์ (เคท)
การสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับคนข้ามเพศเป็นจำนวนน้อยมาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อการสร้างข้อเสนอในการอธิบายเรื่องของกะเทย หรือคนข้ามเพศที่จะมาอธิบายต่อสังคมไทย ที่มีความคิดความเชื่อว่ากะเทยหรือคนข้ามเพศนั้น ผิดปกติอันเป็นอิทธิพลมากจากการช่วงชิงการอธิบายด้วยวาทกรรมทางการแพทย์ ตะวันตก ที่ได้ระบุการเป็นกะเทยหรือคนข้ามเพศในบัญชีจำแนกโรค ซึ่งส่งผลให้ความรู้ในชุดวาทกรรมทางการแพทย์นี้เป็นที่ยอมรับและเป็นเรื่อง ของการสร้างความเข้าใจต่อสังคมและก่อกลายมาเป็นการนำเข้าเอาความเชื่อเหล่า นั้นมาสู่สังคมไทยในวงการแพทย์ โดยประเทศไทยได้นำบัญชีแยกโรคระหว่างประเทศฉบับแก้ไขครั้งที่ 10 เรียกอย่างย่อคือ ICD - 10 (International Statistical Classification of Diseases and Related Health Problem) (สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข.2541) มาใช้ตามที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐานการให้รหัสโรคที่เป็น สาเหตุการป่วยและสาเหตุการตาย เพื่อจัดจำแนกโรคกลุ่มต่าง ๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในระดับนานาชาติ สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ได้ขอความร่วมมือจากผู้ชำนาญการพิเศษและผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาในประเทศไทย และต่างประเทศในการแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย เพื่อความสะดวกในการใช้สำหรับบุคลากรทุกระดับ ซึ่งในที่นี้ได้คัดลอกรายละเอียดเกี่ยวกับความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม (Mental and behavioral disorders = F00 - F99) และโรคระบบประสาท (Diseases of the nervous system = G00 - G99)(สำนักนโยบายสาธารณสุข.2541) การบันทึกนี้ได้ส่งผลต่อบุคลากรคนทำงานให้บริการทางสาธารณสุขในไทยใช้ในการ ให้บริการทางสาธารณสุขตามกฏเกณฑ์นี้และน้อยคนมากที่จะเข้าใจในการจำแนกเพื่อ ทำหารรักษาหรือในบริการ จึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจและเป็นส่วนที่หนุนเสริมฐานความเชื่อในความผิด ปกติของกะเทย
สิ่งที่น่าสนใจในการท้าทายความเชื่อทางการแพทย์ต่อการระบุคนข้ามเพศว่ามี ภาวะผิดปกติหรือเป็นโรคนั้น ในบทความของ Sam Winter (2006) ผู้ค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องคนข้ามเพศที่มีชื่อเสียงและคณะกรรมการบริหารสมาคม วิชาชีพสุขภาพคนข้ามเพศโลก (WPATH) ได้นำเสนอว่า “คนข้ามเพศ ความรังเกียจต่อคนข้ามเพศ และบทบาทของจิตเวชศาสตร์ตะวันตกที่มีผลกระทบต่อทั้งสองประเด็นนี้ คำว่า คนข้ามเพศ (transpeople) เพื่อหมายถึง กลุ่มคนที่ถูกจัดให้เป็นเพศหนึ่งเมื่อแรกเกิด (โดยมักอาศัยสิ่งที่อยู่ตรงหว่างขาเป็นปัจจัย) แต่ในภายหลังได้นิยามตนเองและมีความปรารถนาจากก้นบึ้งที่จะใช้ชีวิตอยู่ใน อีกเพศสภาพหนึ่ง และขอใช้คำว่า ความรังเกียจต่อคนข้ามเพศ (transphobia) เพื่อหมายถึง ความกลัว รังเกียจ และ/หรือ ความเกลียดชังต่อคนข้ามเพศ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่เรียกว่า อคติต่อคนข้ามเพศ (transprejudice) อันเป็นความรู้สึกที่มักแสดงออกในรูปของการเลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศ” ดังที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การถูกเลือกปฏิบัตินั้นอาจนำไปสู่ความเครียดในฐานะคนกลุ่มน้อย และเป็นการบ่อนทำลายสุขภาพจิต (ไม่เชื่อมั่นในศักดิ์ศรีของตนเอง, อาการวิตกกังวล, อาการหดหู่) และอาจเลวร้ายมากกว่านั้น การใช้แนวทางจัดภาวะข้ามเพศเป็นความผิดปกติทางจิตอาจเป็นการสนับสนุนและส่ง เสริมทัศนคติรังเกียจคนข้ามเพศหลักๆ ซึ่งนี่เป็นความเป็นไปได้ที่น่าวิตก เนื่องจากเราทราบดีอยู่แล้วว่า ความรังเกียจต่อคนข้ามเพศในสังคม ทำให้คนข้ามเพศเกิดความเครียดในฐานะคนกลุ่มน้อยและเป็นการบ่อนทำลายสุขภาพ จิต (และอาจเลวร้ายมากกว่านั้น) ดังนั้น การจัดให้คนข้ามเพศเป็นผู้ป่วยเนื่องจากภาวะข้ามเพศ ก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมความรังเกียจต่อคนข้ามเพศ ทำให้เกิดผลเสียต่อคนข้ามเพศหนักยิ่งขึ้นไปอีก”(Sam Winter,2006)
อธิบายให้เห็นว่าการนำเอาความรู้ ความจริงทางการแพทย์มาอธิบายและการยอมรับภาวะความป่วยนี้ เป็นการทำให้สร้างสนามของอคติให้เกิดขึ้นกับกะเทยอย่างยึดมั่น กระแสของการ คัดค้านและการพยามยามที่จะสร้างข้อเรียกร้องจากองค์กรทางวิชาชีพและองค์กร ที่ทำงานเพื่อคนข้ามเพศทั่วโลกต่างเห็นพ้องต้องกกันว่าการจัดให้คนข้ามเพศ กะเทยอยู่ในภาวะความผิดปก ยังแต่จะทำให้เกิดผลเสียที่ตีตราและตอกย้ำการเป็นคนข้ามเพศ การร่วมต่อต้านในเรื่องนี้จึงมีการนำเสนอผ่านเวทีการประชุมระดับนานาชาติที่ เกี่ยวข้องกับคนข้ามเพศหรือกะเทย โดยครั้งล่าสุดจากการประชุมนานาชาติ เรื่องอัตลักษณ์ทางเพศและสิทธิมนุษยชน[1] ณ เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน โดยมีนักวิชาการ นักกิจกรรม คนข้ามเพศทั่วโลกเข้าร่วมงานและต่างนำเสนอประเด็นให้มีการเรียกร้องให้ องค์กรต่างๆทั่วโลกหันมาสนใจในการที่ยกเลิกการระบุคนข้ามเพศว่าเป็นผู้ที่ อยู่ในภาวะผิดปกติ โดยเห็นพ้องให้เกิดกระแสการเรียกร้องในโครงการระดับสากลที่ชื่อ “Stop Trans Pathologization 2012” “หยุดที่บอกว่าคนข้ามเพศป่วย” ซึ่งเป็นมติที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เกิดกระแสการเรียกร้องต่อเรื่องนี้เพื่อ ให้สอดคล้องกับการแก้ไขการจำแนกโรคของสมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกาและองค์การ อนามัยที่จะดำเนินการปรับแก้บัญชีจำแนกโรคในปี 2013 และปี 2014 ตามลำดับ เพื่อให้ถอดคนข้ามเพศออกจากทุกการจำแนกและทุกบัญชี องค์กรวิชาชีพที่เสนอเรื่องนี้เป็นองค์กรแรกคือ WPATH[2] หรือ World Professional Association for Transgender Health สมาคมวิชาชีพสุขภาพของคนข้ามเพศโลก ที่ได้เสนอต่อเรื่องการถอดถอนคนข้ามเพศในบัญชีจำแนกโรค ที่ปรากฏเป็นหลักฐานเด่นชันคือ
คณะกรรมการอำนวยการ WPATH เรียกร้องให้ทั่วโลกยกเลิกการจัดความแตกต่างทางเพศสภาพเป็นความเจ็บป่วยทาง จิต การแสดงออกถึงลักษณะทางเพศสภาพรวมถึงอัตลักษณ์ทางเพศสภาพที่อาจไม่สัมพันธ์ กับเพศสรีระแต่กำเนิด เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ทั่วไปในวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็นความเจ็บป่วยหรือแง่ลบ การจัดลักษณะและอัตลักษณ์ทางเพศสภาพเป็นความเจ็บป่วยทางจิตนั้นเป็นการตอก ย้ำหรืออาจทำให้เกิดการตีตรา ทำให้มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะเกิดอคติและการเลือกปฏิบัติ ทำให้ คนข้ามเพศสุ่มเสี่ยงมากขึ้นต่อการถูกกีดกันและแบ่งแยกทั้งทางสังคมและกฎหมาย และเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรายทั้งทางสุขภาวะร่างกายและจิตใจ WPATH ขอเรียกร้องให้องค์กรภาครัฐและองค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ได้ทบทวนนโยบายและ แนวทางการปฏิบัติงานของตนเพื่อขจัดการตีตราต่อบุคคลที่มีเพศสภาพแตกต่าง (Sam Winters,2010)
ปรากฏการณ์ทีเกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าที่มาที่ไปของกะเทยในสังคมไทยล้วนมา จากการยอมรับเอาความรู้เพียงด้านใดด้านหนึ่งมาจัดบริการหรือการปฏิบัติที่ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ชุมชนของกะเทย ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์นั้นไม่สามารถอธิบายความเป็นตัวตนและการ ดำรงอัตลักษณ์ของผู้คนได้ทั้งหมด กระแสของการเรียกร้องการให้ถอดถอนการระบุกะเทยว่าเป็นโรคนั้นจึงเกิดขึ้นใน ทั่วทุกมุมโลกที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ เพราะเป็นผลที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการพิทักษ์สิทธิและจึงต้องรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ที่จำนำไปสู่การสร้างคุณภาพของสังคมที่ทำให้เกิดมุมมองใหม่ในการทำความเข้า ใจกะเทยและทัศคติที่ดีต่อการปฏิบัติและอยู่ร่วมกันในสังคม
[1] การประชุมนานาชาติเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศและสิทธิมนุษยชน (International Congress on Gender Identity and Human Rights) เดือนมิถุนายน 2553 ณ เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน โดยมีผู้เข้าร่วมงานเป็นคนข้ามเพศทั่วทั้งโลกกว่า 40 ประเทศและมากกว่า 200 คน โดยได้มีการสรุปการประชุมเป็นประกาศและแนวทางของการพัฒนางานทางด้านสิทธิ มนุษยชนและตกลงร่วมกันในการรณรงค์การยุติภาวะความปกติในกลุ่มคนข้ามเพศในปี 2012
[2] WPATH ย่อมาจาก World Professional Association for Transgender Health สมาคมวิชาชีพสุขภาพของคนข้ามเพศโลก ก่อตั้งมาเมื่อปี เดิมชื่อ Harry Benjamin International Gender Dysphobia Association นับเป็นองค์กรแรกของโลกที่ทำงานทางสุขภาพของคนข้ามเพศ โดยได้มีการกำหนดหลักสากลว่าด้วยการใช้ยาและฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ (The Standard of Care for Gender Identity Disorders)




