อคติ การตีตราและเลือกปฏิบัติอย่างเสมอภาคฉบับเกย์ กะเทย (ภาคแรก)
Written by Administrator Saturday, 05 June 2010
อคติ การตีตราและเลือกปฏิบัติอย่างเสมอภาคฉบับเกย์ กะเทย (ภาคแรก)บ่ายวันนี้ (31 พฤษภาคม 2553) ฉันมีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนพี่น้องกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และพันธมิตรอย่างเอดส์เน็ท ที่มาร่วมหัวจมท้ายกับประเด็นขับเคลื่อนในเรื่องการลดอคติ การตีตราและการเลือกปฏิบัติของชายรักเพศเดียวกัน ในการสร้างความเข้าใจและหาแนวทางการทำงานร่วมกับ อปท.ในอนาคต ฉันคิดว่ามันก็เป็นโอกาสดีนะที่ทุนมันไหลไปที่ไหน เราก็ไหลตามมันไป แต่คงไม่ใช่เหมือนขอนไม้แห้งตายที่ไหลไปตามกระแสธารแห่งทุน หากแต่มันควรเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไหลไป ณ แห่งใดก็งอกก็เงยตามเนื้อนาบุญนั้น และที่สำคัญเวลาพูดถึง อปท. ฉันถามตัวเองว่านึกถึงใครบ้างหนอ? และมันก็มีคำตอบออกมาจากหัวสมอง ว่าน่าจะเป็นพวก อบต. เทศบาล อบจ. อะไรเทือกนั้น และต่อจากนั้นความรู้สึกประกายแวบๆ เข้ามาในจิตในใจฉันว่า ทำไมฉันรู้สึกกลัวคนเหล่านี้จัง ฉันหาเหตุผลไม่ได้แต่ก็ท้าทายกับพวกเราที่จะได้มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนจนกระทั่งถึงทำงานกับพวกเขา และความรู้สึกท้าทายนี้เองที่ทำให้ฉันเริ่มคิดใหม่เพื่อหาแนวร่วมในการทำงาน ต่อการสร้างและเปิดพื้นที่กับกลุ่มคนใหม่ๆ กลุ่มนี้
ประเด็นหลักคือ พวกเราต้องช่วยกันระดม เสนอแนะข้อคิดเห็นต่อเรื่องการลดอคติ การตีตราและการแบ่งแยกในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ให้กับคนทำงานใน อปท. โดยเฉพาะในเชิงพื้นที่คือจังหวัดเชียงใหม่รวมทั้งเชิงประเด็น เราช่วยกันเสนอ ประเด็นปัญหา/สถานการณ์, ที่มาที่ไปของปัญหา (สาเหตุ), การหาทางออกร่วมกัน, แนวปฏิบัติที่ควรจะเป็นต่อการหาทางออกนั้นๆ น่าสนใจที่เพื่อนเราร่วมกันนำเสนอจากเรื่องเล่าหรือประสบการณ์ในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ว่า เกย์ กะเทยในจังหวัดเชียงใหม่ที่เราประสบพบเจอกับอคติทางสังคม การตีตราและการเลือกปฏิบัติในเรื่องใด มิติใดบ้าง ส่วนใหญ่ที่พรั่งพรูกันออกมานั้นจะอยู่เป็นประเด็นทางสังคมและประเด็นทาง วัฒนธรรมส่วนเรื่อง HIV/AIDS มีนิดหน่อย
ฉันอยากจะเล่าบางเรื่องบางราวที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำด้วยเหตุ แห่งอคตินั้นๆ เริ่มจากกะเทยพัทยาเขามีป้ายติดหน้าโรงแรม และสถานบันเทิงบางแห่งว่า กะเทย ทุเรียน หมา ห้ามเข้า ซึ่งดูเอาก็แล้วกันว่าคนเหล่านี้ศักดิ์ศรีอยู่ตรงไหน มีค่าเพียงทุเรียน กับหมาตัวหนึ่ง แต่เชียงใหม่ก็เห็นไม่แพ้กัน พัทยามีกะเทยห้ามเข้า เชียงใหม่มีกะเทยห้ามขึ้น ขึ้นในที่นี้คือ ขึ้นไปนั่งกระทง รถบุปผาชาติที่งดงามประเภทอวดบ้านอวดเมืองได้เลย และนี่ก็มิใช่ฝีมือใครหรอก ก็อีพวกถูกห้ามให้ขึ้นนั้นแหละ ถึงจะสวยปานเทพอัปสร งามปานเทพธิดา ก็อย่ามาเผยออยู่บนขบวนรถเชียวแหละ หากแต่ต้องสำเหนียกกะลาหัวของตัวเองว่าเป็นแค่อีแจ๋วเสียบดอก นี้มันน่าน้อยยย...ใจแค่ไหนก็ดูเอาเถอะ
ฉันนะทุกครั้งที่ไปดู ก็เล็งแต่ว่าจะมีพวกเราเป็นวีรชนที่อาจหาญขึ้นไปนั่งอย่างสง่างามสักกี่คน แต่นั้นกรรมการก็อนุญาตให้ขึ้นได้เหมือนกันแต่บอกว่าจะไม่คิดคะแนนให้ โธ่เอ้ย ก็แค่คะแนน มีพวกเราบางนางขอเพียงพื้นที่ได้แสดงออก ส่วนคะแนนนั้นไม่ให้ก็ไม่เห็นสำคัญเท่ากับได้แสดงออกอย่างที่ฉันอยากจะเป็น นะ.. อีกเรื่องก็น่าสังเวชความคิดของใครบางคนที่เมื่อครั้งถึงเวลากะเทยบางนาง ต้องเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ออกระเบียบปฏิบัติที่สวยหรูว่า ให้ทุกคนแต่งกายให้ถูกกับเพศ ชายแต่งเป็นชาย หญิงแต่งเป็นหญิง เอ้า แล้วกะเทยจะแต่งเป็นอะไรถ้าไม่แต่งเป็นกะเทยที่ละม้ายคล้ายหญิง แต่กระนั้นกะเทยที่ถึงแม้นจะแปลงเพศแล้วแต่คำนำหน้าชื่อยังเป็นนาย และบางนางก็มีของสงวนที่ยังสยายอยู่กลางลำถึงแม้นจะแต๊บแสนแต๊บ เจ้าระเบียบเหล่านั้นยังเข้าไปล้วงเอาออกมาสู่สาธารณะจนได้ เธอลองคิดดูก็แล้วกันนะบางคนก็แต่งหญิงมาตั้งแต่มัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยเรียก ว่าชีวิตนี้นะเกินหญิงค่ะ แล้วจู่ๆ วันที่ทุกคนบอกว่าครั้งหนึ่งของชีวิตเธอเหล่านั้นต้องแปลงกลับสู่รูปเจ้า เงาะที่ดูกระอักกระอ่วนกับเนื้อตัวร่างกายของตนเองอยู่พอควร
ผมยาว ๆ อย่างที่สาวซันซิลอาย หน้าอกหน้าใจที่ประดิษฐ์ออกมาได้อย่างใจหวัง เหล่านี้ต้องบูรณะกันใหม่เลย หน้าอกแนบเนียนเยี่ยงชายสามศอก ผมยาวๆ นั้นก็กร้อนเสียจนมาดแมนขึ้นสมอง และถ้าเป็นอย่างนี้มันจะเอาความภูมิอกภูมิใจมาจากไหน จากวันที่แสนจะภูมิใจก็กลายเป็นวันที่แสนรันทด ผู้ใหญ่บางคนก็ยอมไม่ได้ต้องถูกต้อง เป็นอะไรก็ต้องถูกตามเพศสรีระของคุณ ไม่งั้นถือเป็นการหมิ่นเบื้องสูง เอ้า เอาเข้าไป เห็นทีจะถูกบั่นคอเสียนี่กระไร ถูกต้องของใครบางคนมันก็ช่างเจ็บปวดเลยเกินนะเจ้าค่า..
เรื่องเล่าอีกเรื่องสำหรับกะเทยท่าแพ ที่ถูกสถาปนาว่าเป็นผู้มีอำนาจแห่งเงามืด ที่ผู้คนประณามเธอว่าเป็นผู้ทำลายภาพลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำปิงที่งดงามและมีคุณค่ายิ่ง เป็นผู้ทำลายและสร้างความเสื่อมเสียแก่พื้นที่วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ซึ่งพอพูดว่ากะเทยท่าแพ คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่ากะเทยเหล่านี้ต้องไปเดินเตร็ดเตร่ขายบริการตรงบริเวณ ลานอเนกประสงค์ ซึ่งเลยเถิดไปถึงการให้คำนิยามกับพื้นที่และพฤติกรรมของคนเหล่านี้ราวฟ้ากะ ดิน ก็ความเป็นจริงจะมีกะเทยนางไหนไปขายบนลานท่าแพเล่า
มันไม่ได้เป็นพื้นที่เปิดหรือเข้าถึงได้ง่าย เพราะด้านหลังก็ติดกำแพงด้านหน้าก็ติดถนน แล้วลูกค้าก็ประเภทขับรถเลียบค่ายเขาไม่จอดและลงมาหรอก นอกจากชะลอรถแล้วเปิดกระจก ยื่นหน้าออกไปพูดคุย ซึ่งถ้าเป็นเช่นพื้นที่ที่เหมาะก็คือข้างถนนทั้งสองฝั่งคลอง ที่เป็นพื้นที่เปิดเข้าถึงง่ายกว่า ซึ่งถ้ากะเทยนางไหนไปยืนกลางหรือในลานเห็นทีจะอดตาย และถ้าเป็นแบบนั้นเห็นทีต้องเข้าคอร์สอบรมเรื่องการตลาดและโปรโมชั่นเสียสัก หนึ่งคอร์ส แต่กระนั้นเพื่อนเราก็บอกว่าพวกเราเองอีกนั้นแหละที่ผลิตซ้ำกับคำว่ากะเทย ท่าแพ เลิกเหอะ มีคนเสนอให้ใช้กะเทยข้างถนน กะเทยเร่ร่อนแทน เหมือนเด็กเร่ร่อน เด็กข้างถนนเลยนะเนี่ย
คงจะดีนะเพราะเด็กลักษณะนั้นมีคนมาช่วยเหลือ มีโครงการมากมายเพื่อเด็กเหล่านั้น เห็นทีต้องมีโครงการช่วยกะเทยข้างถนน หรือกะเทยเร่ร่อนเสียนี้กระไร และนี้ก็ไม่ได้เหน็บแหนมนะเดี๋ยวหาว่าฉันสร้างความรุนแรงเสียเอง และกะเทยเหล่านี้เองก็ต้องบอกว่าเขาก็ไม่ได้มีปัญหากับผู้พิทักษ์สันติ ราษฎร์ในพื้นที่หรอก ทั้งกะเทยเอง ตำรวจเอง ก็เจรจากันได้พูดคุยกันได้เกิดปัญหาอะไรก็ต่อรองกันได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ในสังคมมองเข้าไปในพื้นที่นี้อย่างตัดสินคุณค่า และแขวนป้ายเสียงดงามในนามกะเทยท่าแพ ที่แฝงไปด้วยความหมายที่สองอย่างไร้การตรึกตรอง.. อีกเรื่องหนึ่งที่แสนจะโด่งดังเป็นข่าวเป็นคราวในสื่อต่างๆ มากมาย
นั่นคือ ห้องน้ำพรางชมพู (ห้องน้ำกะเทย หรือสาวประเภทสอง) ห้องน้ำที่แยกออกจากห้องน้ำชาย และห้องน้ำหญิง หากแต่จัดไว้ต่างหากให้กับพวกที่บอกตัวเองว่าฉันเป็นกะเทย ฉันเป็นสาวประเภทสอง สืบเนื่องมาจากเมื่อ 3-4 ปีก่อนโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งอ้างว่านักศึกษากลุ่มหนึ่งชอบตบตีกันในห้องน้ำ กลุ่มหนึ่งเป็นกะเทย กลุ่มหนึ่งเป็นผู้หญิง กะเทยก็ว่าหนูเขาห้องน้ำผู้ชายมันก็ล้อหนู แกล้งหนู ต่างๆ นานา ยกเว้นยังไม่ข่มขืนหนู ไปห้องน้ำผู้หญิงมันก็ว่าหนู สอดสายตาอย่างดูถูกดูแคลนหนู ก็เลยอดรนทนไม่ได้ก็เลือกที่จะเอามือไปปะทะกับใบหน้ามันอย่างแรง คราวนี้ก็เป็นเรื่อง โรงเรียนก็หวังดีคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหา ก็เลยสร้างห้องน้ำเฉพาะเพศขึ้นมาแต่เดิมก็มีห้องน้ำชายหญิง
คราวนี้มีห้องน้ำที่ใช้ชื่อตรงกับภาพยนตร์ของสาวประเภทสองที่กำลังเข้า ฉายในขณะนั้นมาเป็นชื่อห้องน้ำ อันเป็นนามมังกรที่เพริศพริ้งนักนั่นคือ ห้องน้ำพรางชมพู ซึ่งมีชื่อเล่นว่าห้องกะเทย หลายคนคงชอบ ดูเป็นสัดเป็นส่วนไม่ยุ่งกะใคร แต่ในใจฉันมันช่างปวดร้าวยิ่งนัก ต่อไปมันจะมีหอกะเทย แท็กซี่กะเทย ตลาดกะเทย ห้างสรรพสินค้ากะเทยมั้ยเนี่ย แต่หอพักกะเทยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งก็กำลังจะเกิดในขณะนั้นเหมือนกัน โชคดีที่ฉันและคณะรีบเข้าพบรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัย แห่งนั้นแล้วชี้แจงข้อดีข้อเสีย และผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจะการสร้างหอพักลักษณะนั้นซึ่งในที่สุดเราก็ชนะ เขาก็ไม่สร้างประหยัดงบประมาณไปเยอะเลย แต่ห้องน้ำกะเทยนี้ซิถูกเปิดบริการนานพอดูและหลายที่ด้วยพวกเราก็ออกสนามรบ ทางความคิดเพื่อกวาดล้างห้องน้ำเหล่านี้ให้สิ้นซาก
และแล้วก็สำเร็จค่ะท่านผู้ชม เหตุผลคือ เราไม่ต้องการให้เกิดแบบกรณีนิคมโรคเรื้อนที่จะแยกเราออกจากสังคมอย่าง รังเกียจพวกเรา เราไม่ใช่โรคติดต่อ และเราก็ไม่สร้างความเดือดร้อนอันใดในห้องน้ำ เราใช้ห้องน้ำเหมือนหญิงชายอื่นๆ เขาใช้กัน เราออกจากห้องน้ำทุกครั้งเราก็ราด ไม่ทำความสกปรกให้ใคร เราใช้น้ำในห้องน้ำพอๆ กับท่านทั้งหลายในการทำความสะอาด เหตุอันใดจากผู้หวังดีในการแยกเราออกจากคนอื่น ดูดีนะเวลาเขาสร้างอะไรให้พวกเราอย่างพิเศษ แต่กระนั้นมันกลายไปเป็นการเลือกปฏิบัติในเชิงบวก ที่เห็นที่จะเพิ่มจนล้นเกินเสียแล้ว
เอาล่ะฉันคิดว่าที่เล่ามาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจริงในเมืองแห่งวัฒนธรรม ที่เรียกขานว่า นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ หากแต่เกิดในยุคของเชียงใหม่ที่คลั่งวัฒนธรรมว่าไร้สติจนเบียดขับผู้คนอัน ด้อยค่าในสายตาของเขาเหล่านั้น อย่างที่เรียกว่าเป็นคนเล็กคนน้อยในสังคม ภาคแรกนี้ฉันขอจบลงที่เล่าเรื่องของอคติทางสังคมที่เกิดขึ้นจริงในเมืองนี้ ให้ได้ทราบกันส่วนภาคสองก็ตามมาติดๆ ก็พักยกให้น้ำกับฉันผู้ที่ยังคงเริงร่ากับอคติอย่างไม่รู้เท่าทัน ประหนึ่งไร้เดียงสาตามกาลเวลาคือ ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งไร้เดียงสานะ
ที่มา: http://www.aids-cpp.net/site/Prejudice-and-stigma-and-discrimination-equally-bisexual-gay-issue-first-part.aspx



