กระแสสิทธิทางเพศในแวดวงสิทธิมนุษยชนโลก
Written by Administrator Saturday, 05 June 2010
กระแสสิทธิทางเพศในแวดวงสิทธิมนุษยชนโลกณัฐยา บุญภักดี มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง
“สิทธิทางเพศ” เป็นคำใหม่ในวงการสิทธิมนุษยชน ซึ่งเดิมทีจะให้ความสนใจแต่สิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงและยอมรับกันทั่วโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ หรือที่รู้จักกันในนามอนุสัญญาผู้หญิง (CEDAW) ที่ประกาศในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งมีรัฐบาลทั่วโลกรับรองกว่า 150 ประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) ก็ไม่กล่าวถึงเรื่องเพศวิถี หรือสิทธิทางเพศเช่นกัน แม้มีบางมาตราพูดถึงความเสมอภาคทางเพศ สิทธิในการควบคุมการเจริญพันธุ์ และสิทธิที่จะปลอดภัยจากการใช้ความรุนแรง แต่ก็ไม่ได้พูดถึงเสรีภาพทางเพศ บริการด้านสุขภาพทางเพศ หรือเพศศึกษาเลย
มุมมองที่บอกว่าสิทธิทางเพศ คือสิทธิมนุษยชนที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีนี้ นักวิชาการวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวหลายอย่างที่เกิดก่อน หน้านี้ เช่น การระบาดของเอชไอวี/เอดส์ การเขียนงานวิชาการเกี่ยวกับเกย์และเลสเบี้ยน และการตกผลึกของขบวนการสิทธิสตรีที่เริ่มมองเห็นว่าเรื่องเพศวิถีเป็นหัวใจ ของการกดขี่ทางเพศ
คำว่า “สิทธิทางเพศ” เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อขบวนการสิทธิสตรีทำงานร่วมกัน จนทำให้ที่ประชุมโลกว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ณ กรุงเวียนนา ในปี พ.ศ. 2536 เขียนไว้ในปฏิญญาเวียนนาและแผนปฏิบัติการว่า “ความรุนแรงทางเพศเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน” และรัฐภาคีต้องขจัดความรุนแรงอันเนื่องมาจากความเป็นเพศ (gender-based violence) และการเอาเปรียบทางเพศทุกรูปแบบ แต่นักวิชาการบางคนยังมองว่าภาษาที่ใช้ในปฏิญญาฉบับนี้ยังคงพูดสิทธิทางเพศ ในลักษณะของการป้องกันการละเมิดสิทธิทางเพศ มากกว่าจะพูดถึงสิทธิทางเพศในลักษณะของการยืนยันสิ่งที่พึงมีพึงได้ เช่น ใช้คำว่า “บุคคลมีสิทธิที่จะปลอดจากความรุนแรงทางเพศ” แต่ไม่มีการใช้ภาษาเชิงยืนยันสิทธิ เช่น “บุคคลมีสิทธิในการแสดงออกทางเพศ” ซึ่งอย่างหลังดูเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ยากต่อการยอมรับมากกว่า (แต่ถูกให้คุณค่าว่าก้าวหน้ามากกว่า)
ปี พ.ศ. 2537 มีความก้าวหน้าไปอีกขั้นเมื่อที่ประชุมเรื่องประชากรและการพัฒนา ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ยอมรับว่าเพศวิถีเป็นเรื่องเชิงบวกของวิถีความเป็นมนุษย์ ในแผนปฏิบัติการจากที่ประชุมนี้ถึงกับระบุว่าสุขภาพทางเพศเป็นส่วนหนึ่ง ของอนามัยเจริญพันธุ์ที่ดี โดยประชาชนต้องสามารถมีชีวิตทางเพศที่เป็นสุขและปลอดภัย แต่ก็ยังไม่มีการพูดถึงความสุขทางเพศ เสรีภาพในการแสดงออกทางเพศ หรือเสรีภาพในการมีรสนิยมทางเพศอย่างตรงไปตรงมา เป็นเหตุให้แผนปฏิบัติการถูกมองว่ายังมองเรื่องสิทธิทางเพศอยู่ในกรอบอนามัย เจริญพันธุ์ของคนที่มีเพศวิถีแบบรักต่างเพศ (Heteronormative) เท่านั้น
ในการประชุมสตรีโลก (World Women Conference) ที่กรุงปักกิ่งเมื่อปี พ.ศ. 2538 ประเด็นสิทธิทางเพศมีความก้าวหน้าไปอีกเล็กน้อยเมื่อมีการระบุไว้ในแผน ปฏิบัติการว่าหญิงและชายมีความเท่าเทียมกันในเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ การสืบพันธุ์ การเคารพในร่างกายคนอื่น ความสมัครใจในเรื่องเพศ และการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการกระทำทางเพศและผลที่ติดตามมา ที่จริงมีการเคลื่อนไหวให้ระบุเรื่องสิทธิในการรักเพศเดียวกันในที่ประชุม นี้ด้วย แต่ผู้แทนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างหนักจนทำให้มีการตัด ข้อความนี้ออกไปโดยอ้างความเชื่อทางศาสนา

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการประชุมระดับโลกที่จัดโดยสหประชาชาติซึ่งดูไป แล้วยังไม่มีประเด็นสิทธิทางเพศอย่างชัดเจน แต่ถ้าหันมาดูการเคลื่อนไหวขององค์กรพัฒนาเอกชนนานาชาติ เราจะเห็นความก้าวหน้าของประเด็นสิทธิทางเพศที่ชัดเจนกว่า เช่น หน่วยงาน International Planned Parenthood Federation (IPPF) ซึ่งมีองค์กรในหลายประเทศทั่วโลกเป็นสมาชิก รวมถึงสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย (สวท.) หน่วยงานนี้สร้างคำประกาศว่าด้วยสิทธิทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ของตัวเอง ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2539 โดยรวบรวมสิทธิมนุษยชนที่มีการประกาศไว้แล้วโดยสหประชาชาติจำนวน 12 ข้อ มาตีความให้ครอบคลุมเรื่องเพศวิถีและอนามัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม สิทธิต่างๆส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปในแนวทางการป้องกันการละเมิดสิทธิทางเพศ มากกว่าการยืนยันสิทธิทางเพศที่พึงมีพึงได้
มีคนบอกว่าเอกสารที่ระบุถึงสิทธิทางเพศที่ก้าวหน้ามากที่สุดในเวลานี้น่า จะเป็นคำประกาศว่าด้วยสิทธิทางเพศที่เป็นผลผลิตของเวทีสมัชชาระดับโลกของ World Association for Sexology (WAS) ในปี พ.ศ. 2542 เพราะเขียนถึงสิทธิทางเพศ 11 ข้อ ในทิศทางของการยืนยันสิทธิเสรีภาพ เช่น ความสุขทางเพศ เสรีภาพในการแสดงออก การตัดสินใจ การควบคุมเรื่องเพศของตนเองด้วยตนเอง ความปลอดภัย การได้รับข้อมูลเพศวิถีที่มีความเป็นวิชาการ (เพื่อไม่ให้เอาความเชื่อหรืออุดมการณ์ใดๆมาอ้าง) การได้รับการศึกษาเรื่องเพศวิถีที่รอบด้าน และการได้รับบริการสุขภาพทางเพศ เป็นต้น
จึงมีความพยายามจากหลายฝ่ายที่จะหยิบเอาคำประกาศสิทธิทางเพศของ WAS มาเคลื่อนไหวในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อสร้างการยอมรับในระดับที่สูงมากขึ้น ที่นับว่าเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือการเคลื่อนไหวในปี พ.ศ. 2543 ในการประชุมระดับภูมิภาคของ WAS ในกัวเตมาลาที่นำไปสู่การผลิตเอกสารชื่อ “ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิบัติการส่งเสริมสุขภาพทางเพศ” ซึ่งรัฐบาลของประเทศต่างๆสามารถหยิบไปใช้ได้เลย
คนที่สนใจจะนำเอกสารนี้มาเคลื่อนไหวกับรัฐบาลไทยสามารถไปดาวน์โหลดเอกสาร ได้ที่ www.paho.org
ที่มา: คอลัมป์มองต่างแดน “จดหมายข่าวคณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) ฉบับ “เพศสังสรรค์” ฉบับที่ 1 ประจำเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2553



