ฝ่ายซ้าย ต้องสร้างแนวร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหว GLBT
Last Updated on Monday, 10 May 2010 Written by Administrator Friday, 07 May 2010
ฝ่ายซ้ายต้องสร้างแนวร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหว GLBT
ภาวิณี รัตนดารา
เมื่อพูดถึง GLBT หรือพวกเกย์ ตุ๊ด ทอม ดี้ และสาวประเภทสองที่สังคมเก่าเรียกกัน อดีตฝ่ายซ้าย พวกสหายเก่า หรือผู้ที่เรียกตัวเองว่านักสังคมนิยมในไทยมักจะมองว่าเป็นเรื่องไม่สลัก สำคัญอะไร ต้องเอาเรื่องการเมือง เรื่องประชาธิปไตย "เรื่องใหญ่ๆ" มาก่อน เรื่องเกย์ตุ๊ดหรือแม้แต่การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนด้านสตรีถือว่าเป็น เรื่องเล็ก เป็นเรื่องกระจอก หากสังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว หรือปฏิวัติแล้วค่อยมาว่ากัน นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่า การต่อสู้ของ GLBT นี้พัฒนามาพร้อมกับการต่อสู้เพื่อสังคมนิยม การเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพทางเพศและการปลดแอกเกย์ เป็นประวัติศาสตร์เดียวกับประวัติศาสตร์สังคมนิยม
การจัดตั้งศูนย์กลางการต่อสู้ของชาวเกย์คือ ธงแห่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
การรักเพศเดียวกันในหมู่ ผู้ชายในเยอรมันถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายตั้งแต่ ค.ศ.1860 แต่ 37 ปีต่อมาคือในปี ค.ศ.1897 หมอก้าวหน้าคนหนึ่งชื่อ แมกนัส ไฮเฟลด์ (Magnus Hirschfeld) ได้ตั้งคณะกรรมการ มนุษยธรรมวิทยาศาสตร์ ขึ้นมาซึ่งมีการรณรงค์ให้แก้กฎหมาย และจัดตั้งศูนย์กลางการต่อสู้ของชาวเกย์ขึ้อย่างมั่นคงจนถึงปี ค.ศ.1930 โดยการรณรงค์ของศูนย์นี้อาศัยแรงสนับสนุนจากพรรค SPD หมอไฮเฟลด์ มองว่าชาวเกย์เหล่านี้ไม่ควรจะถูกลงโทษเพราะเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดมาพร้อมกับมนุษย์นับพันๆปี พรรค SPD เป็นพรรคเดียวที่ผลักดันการปฏิรูปการเมืองสำหรับเกย์ในรัฐสภา หนังสือพิมพ์ของพรรคหลายฉบับเข้าร่วมในการรณรงค์โดยมีบทความเกี่ยวกับ ประเด็นทางเพศที่เสนอว่า "ศีลธรรมทางเพศเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย" และพรรคสามารถล่ารายชื่อ เพื่อแก้ไขกฎหมายให้ยกเลิกการลงโทษเกย์ในสภาเยอรมันได้สำเร็จในปี ค.ศ.1898
ในปี ค.ศ.1917 พรรค SPD แตกเป็นสองเสี่ยง ในประเด็นการสนับสนุนหรือคัดค้านสงครามโลกครั้งที่ 1 ซีกส่วนใหญ่ของพรรคที่สนับสนุนสงครามกลายเป็นพรรคสังคมนิยมอนุรักษ์นิยมที่ เน้นการปฏิรูป ส่วนซีกก้าวหน้าสุดที่คัดค้านสงครามและผลักดันการปฏิวัติได้แสดงจุดยืนสนับ สนุนการปฏิวัติรัสเซีย และพัฒนามาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันในที่สุด นโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมัน คือ เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งรวมไปถึงการปลดแอกเกย์ด้วย
หมอไฮเฟลด์ ได้ก่อตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ทางเพศในกรุงเบอร์ลิน ยุคนี้เป็นยุคของสาธารณรัฐ ไวมาร์ ที่มีวัฒนธรรมของเกย์ที่รุ่งเรืองที่สุด ภายในพรรคคอมมิวนิสต์มีการถกเถียงกันอย่างตื่นเต้นเกี่ยวกับวิธีการใหม่ที่ มนุษย์จะอยู่ด้วยกัน เวลแฮม ไรช์ (Wilhelm Reich) ลูกศิษย์ของ ซิกมัน ฟรอยด์ (Sigmund Freud) [2] ก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย และเสนอว่า "เราต้องปลดปล่อยตัวเองจากความคิดของชนชั้นนายทุนทุกประเภท รวมถึงการเก็บกดทางเพศ" พรรคคอมมิวนิสต์จึงกลายเป็นศูนย์กลางการแสวงหารูปแบบใหม่ของสังคม แต่ไม่นานหลังจากสตาลินขึ้นมามีอำนาจในรัสเซียและพวกนาซียึดอำนาจในเยอรมัน ได้ ทั้งขบวนการเกย์และขบวนการสังคมนิยมถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ในปี ค.ศ.1933 ฮิตเลอร์สั่งให้เผาสถาบันวิทยาศาสตร์ทางเพศของ ไฮเฟลด์ จับชาวเกย์ นักสังคมนิยม นักสหภาพแรงงาน และชาวยิวไปขังคุกในค่ายกักกัน ขบวนการคอมมิวนิสต์ภายหลังการขึ้นมามีอำนาจของสตาลินเริ่มมองว่าการรักเพศ เดียวกันเป็นเรื่องวิปริตผิดปกติ เช่นเดียวกับคอมมิวนิสต์สายเหมาอิสม์ทั่วโลก
รูปแบบการเคลื่อนไหวของ NGO : อุปสรรคต่อการรวมพลังภาคประชาชน
สำหรับขบวนการ ต่อสู้ในประเทศไทย GLBT นับเป็นส่วนหนึ่งที่ดำเนินการโดยองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO ซึ่งมุ่งปัญหาเฉพาะส่วน โดยไม่เชื่อมโยงกับการต่อสู้ทางการเมืองอย่างชัดเจน พัฒนาการของขบวนการ NGO จะมุ่งเคลื่อนไหวแค่ประเด็นเฉพาะหน้าของตัวเอง อย่างเช่น การเคลื่อนไหวเรื่องประเด็นสัญชาติ เรื่องการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร การเรียกร้องสิทธิของคนพิการ หรือแม้กระทั่งชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางเสียงในโครงการสนามบิน สุวรรณภูมิ โดยแยกตามกลุ่มปัญหา ทั้งๆที่ประเด็นร่วมกันอยู่ที่ขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในนโยบายของรัฐ การเชื่อมโยงกับการเมือง และการรณรงค์ปฏิรูปการเมืองจะเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับคนชั้นล่างได้มีส่วน ร่วมในการตัดสินใจ และกำหนดพื้นที่ กำหนดบทบาท และชีวิตของตนเองได้ รูปแบบเครือข่าย NGO ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยมีการแยกย่อยออกมาเป็นองค์กรเล็ก องค์กรน้อย นี่เป็นอุปสรรคต่อการรวมพลังภาคประชาชน แม้จะมีความพยายามจัดงานสมัชชาสังคมไทย เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2549 ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยา มาครั้งหนึ่งแล้ว
หากสังเกตให้ดีในรอบ5-6 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยเริ่มใช้ NGO เป็นเครื่องมือเพื่อการเยียวยาสังคมในราคาถูก โดยหันมาให้ทุนสนับสนุน และพยายามเข้าไปร่วมจัดตั้ง เข้าไปแทรกแซง โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และพยายามเบี่ยงเบนให้การขับเคลื่อนของ NGO หลีกห่างจากประเด็นทางการเมือง ซึ่งเท่ากับช่วยยืดอายุรัฐบาลในระบบทุนนิยมที่กำลังพังทลาย นั่นหมายถึงสิ่งที่ อันโตนิโยกรัมชี่นักมาร์คซิสต์ชาวอิตาเลียน [3] เคยพูดไว้ว่า บรรดา NGO เหล่านี้ กำลังสร้างหลุมเพลาะปกป้องรัฐและช่วยพยุงความเสื่อมโทรมของระบบไว้ให้ดำรงคง อยู่ต่อไป
ฝ่ายซ้ายต้องสู้กับจารีตประเพณีที่คับแคบในเรื่องเพศ
ในรูปธรรมพวกจารีตนิยมพยายามกล่อมเกลาให้คิดว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่อง สกปรกน่าอาย และมีลักษณะตายตัวระหว่างหญิงชายเท่านั้น แทนที่จะมองว่ามันเป็นความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์ การมีเพศสัมพันธ์ที่แตกต่างหลากหลายกลับกลายเป็นเรื่องวิปริต ชนชั้นปกครองไทยโกหกเราเสมอว่าเขาต้องการปกป้อง "ประเพณีและศีลธรรมอันดีงามของไทย" จาก "อิทธิพลตะวันตก" มี การสร้างภาพเท็จว่าสังคมตะวันตกบ้าเซ็กส์ มั่วกาม วิปริตในเรื่องเพศ การดูหมิ่นดูถูกเกย์ และละเมิดสิทธิความหลากหลายทางเพศก็เป็นการโฆษณาที่มาจากรัฐและองค์กรของรัฐ เป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันชนชั้นปกครองก็สั่งสอนให้เรา "ต้องดำเนินรอยตามจริยธรรมของพวกชนชั้นสูง"
ในความเป็นจริงรัฐทุนนิยมจะพยายามรักษาระบบกรรมสิทธิ์เอกชนไว้ผ่านการสถาปนา ครอบครัวให้มีความสำคัญจนเกินจริง โดยกำหนดจารีตประเพณีการแต่งงานและระบบครอบครัวในรูปแบบที่เห็นกันอยู่ ส่วนหนึ่งก็เพื่อการสืบตระกูล สืบทายาท และคงการรับมรดกจากรุ่นสู่รุ่น ปกป้องทรัพย์สินของนายทุน คนร่ำคนรวย ที่ปล้นสะดมมาจากผู้ใช้แรงงาน ส่วนคนธรรมดาสามัญชนอาจหวังว่าครอบครัวเป็นแหล่งพึ่งพิงอันอบอุ่น คนธรรมดามักจะรักสมาชิกของครอบครัวตนเอง แต่ระบบทุนนิยมใช้สถาบันครอบครัวเป็นเครื่องมือเลี้ยงลูก เพื่อที่จะใช้เป็นแรงงานในอนาคตในราคาถูก กฎระเบียบต่างๆ ที่พยายามควบคุมพฤติกรรมทางเพศของคนธรรมดา ถูกออกแบบเพื่อสร้างระเบียบวินัยของครอบครัวดังกล่าว ทำให้ภาระการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องของปัจเจกแทนที่สังคมโดยรวมและรัฐจะช่วยกัน แบกรับภาระนี้ไว้
การรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องปกติธรรมชาติในทุกสังคม
จากการทำวิจัย โดยสมาคมทางการแพทย์ในประเทศอเมริกา ระหว่างปี ค.ศ.1980-ค.ศ.1990 พบว่าการมีเพศสัมพันธ์นอกกรอบจารีตเกิดขึ้นตลอดเวลา ในทุกระดับชนชั้น การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน โดยการทำเป็นกิจวัตร หรือเคยทดลองทำมากกว่า 1 ครั้ง มีมากถึงกว่าร้อยละ 70 ของแบบสำรวจ คนที่มีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับเพศตรงกันข้ามกลายเป็นคนส่วนน้อยในสังคม สำหรับประเทศไทยคาดว่าประมาณ ร้อยละ 25-30 ของประชากรมีรสนิยมแบบนี้ ในทุกระดับฐานะทางสังคม แม้แต่ผู้นำทางการเมืองระดับประเทศ และนายพลชั้นสูงบางคนก็รักเพศเดียวกัน แต่ในระบบทุนนิยมมักมีการมองว่าพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นเรื่อง "บาป" สาเหตุหลักคือมันไม่ช่วยสนับสนุนวินัยจารีตของครอบครัวคับแคบที่พวกอนุรักษ์ นิยมผลักดัน เพราะครอบครัวรูปแบบนี้ "ต้องมี" พ่อ กับแม่ ชายกับหญิง ดังนั้นแนวจารีตนิยมจะอธิบายว่าหากชายฆ่าชายในสงครามย่อมมีศักดิ์ศรี แต่ชายกอดจูบแสดงความรักต่อชายเป็นเรื่องสกปรก
ในมิติระยะยาวฝ่ายซ้ายควรเปลี่ยนฐานคิดเสียใหม่ สร้างความรับรู้ใหม่ว่าทุนนิยมบิดเบือนและทำลายความงดงามของความเป็นมนุษย์ ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในการทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้า รวมถึงความรักหรือร่างมนุษย์ด้วย ดังนั้นในสังคมใหม่ที่เราต้องการสร้างจะไม่มีการซื้อขายทางเพศ จะไม่มีการใช้ร่างมนุษย์ในการโฆษนาสินค้า แต่เราจะเปิดกว้างในเรื่องเพศสัมพันธ์ กรอบการแต่งงาน ยืนอยู่ข้างคนที่ถูกรังแก เรียกร้องความเท่าเทียม ซึ่งรวมไปถึงสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในการเลือกวิถีชีวิตทางเพศด้วย เพื่อหลุดจากกรอบศีลธรรมจอมปลอมคับแคบของชนชั้นปกครองที่ใช้แนวจารีตนิยม ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากความต้องการที่จะสร้างระเบียบวินัยครอบครัว ที่ตอบสนองการกอบโกยกำไรของกลุ่มทุนและการควบคุมประชาชนภายใต้แนวคิดเผด็จ การ
สรุปแล้วประเด็นเรื่องสิทธิทางเพศเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ถูกละเลยในภาค ประชาชนไทยมานานแล้ว คนรุ่นใหม่ในขบวนการภาคประชาชนที่เปิดกว้าง หรืออาจจะเป็นเกย์กะเทยทอมดี้เอง คงไม่พอใจที่จะประนี ประนอมกับสังคมจารีตคับแคบนี้อีกต่อไป หน้าที่ของฝ่ายซ้าย คือการสนับสนุนการต่อสู้ของขบวนการ GLBTอย่างเต็มที่ ต้องเข้าถึงการเมืองทางเพศ และต้องสนับสนุนสิทธิสตรี สิทธิเกย์ กะเทย ทอม ดี้ รวมถึงสิทธิของผู้ให้บริการทางเพศ และที่สำคัญเราต้องเปิดศึกทางความคิดกับแนวจารีตนิยมที่ควบคุมสังคมไทย ในขณะ เดียวกันเราต้องเชื่อมโยงปัญหาของคนรักเพศเดียวกันเข้ากับปัญหาชาวมุสลิมใน ภาคใต้ ปัญหากรรมาชีพในโรงงาน ปัญหาเกษตรกรยากจน หรือปัญหาคนชนเผ่า ประชาชนส่วนใหญ่ถูกระบบทุนนิยมกดขี่ ถ้าครอบงำ หากเรามองแบบองค์รวมไม่แยกส่วน ร่วมกันสู้ในทุกเรื่องทุกด้าน เราจะสร้างโลกใบใหม่ได้
อ้างอิง
[1] ถอดความจากประวัติการเคลื่อนไหวของเกย์ โดย Noel Halifax แปลจาก หนังสือพิมพ์ Socialist Worker
[2] ฟรอยดเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาทฤษฎีบุคคลิกภาพแบบจิตวิเคราะห์ ซึ่งกล่าวว่า พลังจิตใต้สำนึกมีผลต่อพฤติกรรมของแต่ละบุคคล และจำแนกบุคคลให้แตกต่างกัน ในปี 1938 กองทัพนาซีของเยอรมัน เข้ายึดครองออสเตรีย ฟรอยด์ต้องหลบหนีไปอยู่ที่อังกฤษจนถึงแก่กรรม
[3] ขบวนการ N.G.O. ปัจจุบันมีความขัดแย้งในตัวเอง เหมือนขี่ม้าสองตัวพร้อมกัน เพราะในขณะที่นัก N.G.O. ส่วนใหญ่ยืนข้างเคียงคนจนและผู้ถูกกดขี่ เขาทำงานภายใต้กรอบความคิดที่ยืมมาจากชนชั้นนายทุนที่ปกครองสังคม ปัญหานี้เป็นปัญหาที่มักพบในขบวนการปฏิรูปที่ไม่ยอมคิดยึดอำนาจรัฐทั่วโลก การทำงานในกรอบ "ประชาสังคม" การมองว่าเราไม่สามารถอธิบายอะไรในลักษณะองค์รวมได้ หรือการเสนอว่าการต่อสู้ควรเป็นในรูปแบบกระจัดกระจายของขบวนการเคลื่อนไหว ทางสังคม "แบบใหม่" ที่ไร้ประเด็นชนชั้น ( Forgacs, D. ed (1999) The Antonio Gramsci reader. Selected writings 1916-1935. Lawrence & Wishart, London. ภาษาไทยดู ใจ อึ๊งภากรณ์และคณะ (๒๕๔๕) "อะไรนะลัทธิมาร์คซ์ เล่ม๒" สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน หน้า 212)
ที่มา: http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1530



