นักการ เมืองเกย์ แกนนำหญิงในสงครามสีเสื้อ และ อำมาตยาธิปไตย
Last Updated on Saturday, 08 May 2010 Written by Administrator Sunday, 25 April 2010
นักการ เมืองเกย์ แกนนำหญิงในสงครามสีเสื้อ และ อำมาตยาธิปไตย
Monday, April 5, 2010 at 6:55pm
ฉันไม่ได้เป็นคนที่มีความรู้เรื่อ งการเมืองการปกครอง อีกทั้งยังไม่ค่อยได้สนใจกับข่าวการเมือง เพราะคิดแค่ว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเป็นรัฐบาล การเมืองไทยก็ยังคงเต็มไปด้วยปัญหา การแข่งขัน และคอรัปชั่นอย่างไม่จบสิ้น ดังนั้นสำหรับฉัน ข่าวสารที่เกี่ยวกับการเมืองจึง เป็นเรื่องที่น่าเบื่อ และไม่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ข่าวเรื่องการเมืองเป็นข่าวดังในสื่อต่างๆ จนทำให้คนขี้เกียจที่จะรับรู้เรื่อง การเมืองแบบฉัน และใครหลายคนที่ไม่เคยนึกหยิบหนังสือพิมพ์เพื่อมาอ่านข่าวการเมือง ได้รับรู้เรื่องราวทางการเมืองอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะเรื่องการชุมนุมของประชาชนหลากเสื้อสี เรื่องราวของนักการเมืองจากพรรค น้อยใหญ่ และแนวคิดทางการเมืองที่หลากหลาย
ฉันมักเป็นกังวลเสมอไม่ว่าใครจะ ใส่เสื้อสีใดออกมาพูดเรื่อง ประชาธิปไตย แต่กลับใช้ความเป็นตัวตนทางเพศที่ไม่ใช่หญิงชายมาพูดในแง่ลบ แฝงอคติทางเพศที่ตอกย้ำคนส่วนใหญ่ให้เชื่อว่า คนเป็นเกย์และกะเทย ไม่สามารถเป็นนักการเมืองเพื่อ ทำงานบริหารประเทศได้ ฉันไม่ใช่คนที่จะเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยมากนัก แต่ก็พอเดาได้ว่าถ้าเราพูดเรื่อ งสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียม ดังนั้นไม่ว่าใครจะเป็นเพศไหน ถ้าเขาเหล่านั้นมีคุณสมบัติความ สามารถที่จะประกอบอาชีพเป็น นักการเมืองได้ ก็ย่อมมีสิทธิในการเป็นนักการเมืองเพื่อใช้ความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศ และเป็นตัวแทนของประชาชนทุกระดับ ชนชั้นในรัฐสภา เพื่อเป้าหมายคือความผาสุกของประชาชนทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ไม่ว่าประชาชนชนคนนั้นจะเป็นเพศใด มีเชื้อชาติหรือสัญชาติอะไร นับถือศาสนาใด ประกอบอาชีพอะไร หรือแม้แต่จะใส่เสื้อสีใดก็ตาม
เอาเข้าจริงแล้ว ฉันก็ยังไม่เห็นความเท่าเทียมที่แท้จริงในระบอบการปกครองของประเทศไทย หากแต่แนวคิดประชาธิปไตยที่เน้น เสียงส่วนใหญ่ หรือเสียงข้างมากนั้น กลับมีแค่เสียงของคนรักต่างเพศที่เป็นผู้ชาย ที่มักจะมีเสียงที่ดังกว่าเสี ยงของผู้หญิงรักต่างเพศ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พื้นที่ทางการเมืองเป็นพื้นที่ สงวนของผู้ชายรักต่างเพศ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่คิดว่ามันเป็น ปัญหา เพราะการทำงานทางการเมืองนั้นเน้น กลุ่มเป้าหมายระดับมหาชน และอาชีพนักการเมืองเป็นอาชีพที่ เหมาะกับเพศชาย หรือการเป็นผู้นำครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยย่อยทางสังคมก็เป็นหน้าที่ของผู้ชาย ความคิดความเชื่อข้างต้นนั้น ส่งผลกระทบให้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่พวกเราพูดถึงในการ ต่อสู้ทางการเมืองนั้นไม่ ได้มีความเท่าเทียม หรือไม่ได้หยิบยื่นสิทธิเสรีภาพให้ประชาชนอย่างเสมอภาค ฉันยังเชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด แต่เราอาจจะต้องมานั่งทบทวนกันถึงความหมายของคำว่าประชาธิปไตย และความสำคัญของการนำระบอบประชาธิปไตยมาปกครองประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าเราทุกคนที่เป็นประชาชน ชาวไทยมีความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่นี้อย่างเท่าเทียม เสมอภาค
ฉันขอยกตัวอย่างเรื่องสัดส่วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการพูดถึงสัดส่วนเรื่องเพศที่เท่าเทียมนั้น เอาเข้าจริงเสียงของผู้หญิง ก็ไม่ได้มีอำนาจมากพอที่จะทำให้ เกิดการตัดสินใจในนโยบายของ ประเทศ เมื่อเทียบกับเสียงของนักการเมือง ฝ่ายชาย หลายครั้งเราจะพบว่านักการเมือ งหญิงพยายามจะช่วงชิงพื้นที่ ทางการเมือง เพื่อให้ผู้หญิงมีสิทธิเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกับผู้ชาย แต่เราก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่ยากภายใต้ระบบสังคมวัฒนธรรมไทยที่โอกาสของผู้หญิงจะได้ก้าวไปยืนอยู่ในตำแหน่งของผู้บริหารประเทศ แม้กระทั่งเสียงของนักการเมือง ที่เป็นคนรักต่างเพศหญิงชาย ก็ไม่ได้เป็นเสียงที่เป็นตัวแทน ของประชาชนคนรักเพศเดียวกัน ทุกคนได้ ฉันไม่ทราบว่าจะมีหรือไม่ที่จะ มีนักการเมืองคนใดที่พอจะเข้า ใจประชาชนที่เป็นคนรักเพศ เดียวกัน จะเข้าใจความต้องการของพวกเขา เหล่านั้น หรือจะทราบหรือไม่ว่ากฎหมายของ ประเทศไทยและผู้ใช้กฎหมายหลาย คนยังคงละเมิดสิทธิมนุษยชน ของคนรักเพศเดียวกัน นอกจากนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีวันใดที่เราคนรักเพศเดียวกันจะมีตัวแทนของพวกเขาในรัฐสภา ฉันคิดว่าคงไม่ใช่ในสองสามปีข้างหน้านี้แน่ หากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ยังใช้ความเป็นเกย์ ความเป็นกะเทย มาลดความน่าเชื่อถือของการประกอบอาชีพนักการเมืองของคนๆหนึ่ง
ความไม่เท่าเทียมทางเพศของการเรียก ร้องประชาธิปไตยไม่ได้ม ีให้เห็นในรัฐสภาเท่านั้น หากเราลองพิจารณาการชุมนุมเรี ยกร้องทางการเมืองที่ผ่านมา เราจะพบว่าแกนนำของการชุมนุมแต่ ละครั้ง มีสัดส่วนของเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยเฉพาะแกนนำหลักที่มีเพียงผู้ชาย เท่านั้น ยิ่งตอกย้ำระบบสังคมไทยที่ สถาปนาความเป็นชายแบบรักต่างเพศเหนือกว่าตัวตนทางเพศแบบอื่นๆ เพราะสุดท้ายคนไทยยังเชื่อว่า “ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า”
ฉันไม่ได้นั่งอนุมานปรากฏการณ์ นี้แต่อย่างใด แต่ฉันพบว่าการชุมนุมแต่ละครั้ง กลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการแบ่งหน้าที่ของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นเพศชาย และผู้ชุมนุมที่เป็นเพศหญิงอย่างชัดเจน นอกจากนี้แกนนำการชุมนุมเพศชายก็มักจะเป็นผู้กำหนดกลยุทธ์ของการชุมนุม ซึ่งสำหรับฉันแล้วมันช่างเป็นเรื่อง ที่ขัดแย้งกับการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่เน้นหลัก การเรื่องความเท่าเทียมเสมอ ภาค หรือถ้าจะให้ตีความอีกแบบหนึ่ง ก็จะสามารถพูดได้ว่า เสียงส่วนใหญ่ในพื้นที่ทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบไทยเป็นเสียงของผู้ชาย และพื้นที่ทางการเมืองคือพื้นที่ อภิสิทธิ์ของคนที่เกิดมา มีอวัยวะเพศชาย และมีความใคร่เสน่หาแก่เพศตรงข้ามเท่านั้น
ซึ่งถ้าผู้อ่านได้อ่านมาถึงตรง นี้ ผู้อ่านที่เห็นด้วยกับฉันอาจกำลัง สงสัยว่า อะไรคือทางออกของประเทศไทยเพื่อ ขจัดปัญหาความรุนแรงทางการ เมืองที่เกิดขึ้น ฉันคงไม่สามารถตอบผู้อ่านได้ว่าเราจะทำอย่างไร เพราะฉันได้ออกตัวไว้ตอนต้นแล้ว ว่า ฉันไม่ได้เป็นคนที่มีความรู้เรื่อ งการเมืองการปกครอง อย่างไรก็ตามฉันในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่งที่มีสิทธิแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่อ งการล้มล้างระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ของกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่ง ว่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองของประเทศ
จากความเข้าใจของฉันต่อระบอบอำ มาตยาธิปไตย คือ ระบบการปกครองโดยมีกลุ่มอำนาจทางการเมืองกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจในการปกครองประเทศ กำหนดนโยบาย และชี้ความเป็นไปของประเทศ ทั้งที่ออกหน้าหรืออยู่หลังม่านแบบลับๆ โดยในที่นี้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องเพื่อล้มล้างกลุ่มอำนาจเหล่านั้น ได้เรียกร้องให้ประชาชนมีส่วน ร่วมในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะประชาชนระดับล่างที่โดยมากจะประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร หรือชนชั้นกรรมาชีพ เรียกได้ว่าปรากฏการณ์ทางการเมือง นี้เป็นเหตุการณ์ความขัด แย้งในเรื่องความต่างของชน ชั้นทางสังคม และการมีส่วนร่วมของคนทุกคนภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตามฉันยังคงมีคำถามที่ ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกับ ใครหลายคนว่าเราจะสร้างสังคม ที่เท่าเทียมได้อย่างไร หากกลุ่มผู้ชุมนุมยังเอาเรื่อง ตัวตนทางเพศมาลดความน่าเชื่อ ถือของนักการเมืองบางคน และผู้หญิงยังคงเป็นช้างเท้าหลัง ที่ทำอย่างไรก็ต้องเดินตาม เท้าหน้าอยู่วันยังค่ำ อีกทั้งควานช้างยังเป็นผู้ชายที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงเพื่อพิสูจน์ความเป็นชายแท้ของตน ตามความเชื่อของการเป็นชายชาตรี หรือใครจะรับรองได้ว่านักการเมืองคนใดเหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารประเทศ โดยไม่ได้ลุ่มหลงไปกับอำนาจที่ ตนได้รับ และแกล้งทำเป็นลืมว่าประชาชนเป็น คนเลือกตนเข้าไปทำงาน ซึ่งเอาเข้าจริงอาจจะเป็นการซื้อเสียงเพื่อให้ตนเองได้ขึ้นไปสู่อำนาจที่จะกำหนดนโยบายของประเทศเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง
ถ้าจุดมุ่งหมายของการเรียกร้อง ประชาธิปไตย คือการทำให้สังคมเกิดความเท่าเทียม ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค การปกครองทุกระดับที่ลดอำนาจแบบ แนวดิ่ง หรืออำนาจจากบนลงล่าง ให้เป็นการใช้อำนาจแบบแนวราบ เช่น การที่นักการเมืองมีภาพลักษณ์ของการเป็นตัวแทนประชาชน ไม่ใช่ถูกยกย่องเป็นนายเหนือหัว ของใคร การชุมนุมอย่างสันติวิถีโดยไม่ มีเงื่อนไขเรื่องทุนนิยมเข้า มาเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งการปกครองที่ส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เน้นการเกื้อกูลกันของสมาชิกในครอบครัว ล้วนแล้วแต่เป็นการใช้อำนาจที่ส่งเสริมความเท่าเทียมกันภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
พวกเราประชาชนชาวไทยคงต้องมานั่ง ทบทวนท่าทีของการเรียกร้อง ประชาธิปไตยกันใหม่ ความแตกต่างหลากหลายทางความคิด และวิถีทางการเมือง หรือชนชั้นอาชีพในสังคมคงไม่ใช่ป ัญหาหลัก หากความเข้าใจเรื่องประชาธิปไต ยที่อยู่บนฐานของการเคารพซึ่ง กันและกัน ทั้งสิทธิส่วนบุคคล และสิทธิมหาชน การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดนโยบายบริหารประเทศ ปราศจากการคอรัปชั่น และมีระบบตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองที่โปร่งใส เหล่านี้คงจะเป็นทางออกได้บ้าง สำหรับปัญหาการเมืองที่เกิด ขึ้น ซึ่งไม่ว่าพรรคการเมืองใดมาเป็น รัฐบาลล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลา ในการแก้ไขปัญหาทั้งสิ้น
หากวันนี้คุณผู้อ่านไม่ว่าจะเป็น เพศใด มีเชื้อชาติหรือสัญชาติอะไร นับถือศาสนาใด ประกอบอาชีพอะไร หรือแม้แต่จะใส่เสื้อสีใดก็ตาม กลับบ้านยังคิดว่าเมียคือสมบัติ ผู้หญิงคือช้างเท้าหลัง ผู้ชายคือช้างเท้าหน้า ด่าทอ ดูถูก หรือแม้กระทั่งคิดกับญาติมิตรสหายที่เป็นเกย์เป็นกะเทยว่าพวกเขาเหล่านั้นเสียชาติเกิด รักพวกพ้องจนลืมสำนึกในจริยธรรม และยังมีความคิดที่ว่าใครมีความเห็นต่างจากตนคือศัตรู ฉันอยากจะบอกกับพวกคุณว่า คุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้อำนาจแบบบนลงล่าง สนับสนุน ส่งเสริม และผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมทาง สังคม และที่ร้ายไปกว่านั้นคือการทำลาย ประชาธิปไตยที่ประชาชนชาวไทย แสวงหา เรียกร้อง และต่อสู้
มาถึงตรงนี้ ฉันได้คำตอบแล้วว่า ถ้าพวกเราคนใดคิดจะเปลี่ยนประเทศไทยให้มีความเท่าเทียมเสมอภาค ลดช่องว่างเรื่องชนชั้นทางสังคม พวกเราก็ควรที่จะเริ่มเปลี่ยนจากตัวของพวกเราเองก่อน เพราะถ้าเรายังเปลี่ยนตัวเราเอง ไม่ได้ เราคงจะไปเรียกร้องขอให้เปลี่ยน ประเทศไทยก็คงไม่ได้ ซึ่งถ้าตัวเราสามารถทำได้แล้ว เราจะได้ไม่อายที่จะไปต่อสู้เรียกร้อง หรือบอกใครต่อใครเพื่อให้ได้มาซึ่งระบบปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
กะเทยไทย 100%
5 มีนาคม 2553 18.45 น.
อ้างอิงเนื้อหาจาก http://www.facebook.com/note.php?note_id=111773825507988
Monday, April 5, 2010 at 6:55pm
ฉันไม่ได้เป็นคนที่มีความรู้เรื่อ งการเมืองการปกครอง อีกทั้งยังไม่ค่อยได้สนใจกับข่าวการเมือง เพราะคิดแค่ว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเป็นรัฐบาล การเมืองไทยก็ยังคงเต็มไปด้วยปัญหา การแข่งขัน และคอรัปชั่นอย่างไม่จบสิ้น ดังนั้นสำหรับฉัน ข่าวสารที่เกี่ยวกับการเมืองจึง เป็นเรื่องที่น่าเบื่อ และไม่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ข่าวเรื่องการเมืองเป็นข่าวดังในสื่อต่างๆ จนทำให้คนขี้เกียจที่จะรับรู้เรื่อง การเมืองแบบฉัน และใครหลายคนที่ไม่เคยนึกหยิบหนังสือพิมพ์เพื่อมาอ่านข่าวการเมือง ได้รับรู้เรื่องราวทางการเมืองอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะเรื่องการชุมนุมของประชาชนหลากเสื้อสี เรื่องราวของนักการเมืองจากพรรค น้อยใหญ่ และแนวคิดทางการเมืองที่หลากหลาย
ฉันมักเป็นกังวลเสมอไม่ว่าใครจะ ใส่เสื้อสีใดออกมาพูดเรื่อง ประชาธิปไตย แต่กลับใช้ความเป็นตัวตนทางเพศที่ไม่ใช่หญิงชายมาพูดในแง่ลบ แฝงอคติทางเพศที่ตอกย้ำคนส่วนใหญ่ให้เชื่อว่า คนเป็นเกย์และกะเทย ไม่สามารถเป็นนักการเมืองเพื่อ ทำงานบริหารประเทศได้ ฉันไม่ใช่คนที่จะเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยมากนัก แต่ก็พอเดาได้ว่าถ้าเราพูดเรื่อ งสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียม ดังนั้นไม่ว่าใครจะเป็นเพศไหน ถ้าเขาเหล่านั้นมีคุณสมบัติความ สามารถที่จะประกอบอาชีพเป็น นักการเมืองได้ ก็ย่อมมีสิทธิในการเป็นนักการเมืองเพื่อใช้ความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศ และเป็นตัวแทนของประชาชนทุกระดับ ชนชั้นในรัฐสภา เพื่อเป้าหมายคือความผาสุกของประชาชนทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ไม่ว่าประชาชนชนคนนั้นจะเป็นเพศใด มีเชื้อชาติหรือสัญชาติอะไร นับถือศาสนาใด ประกอบอาชีพอะไร หรือแม้แต่จะใส่เสื้อสีใดก็ตาม
เอาเข้าจริงแล้ว ฉันก็ยังไม่เห็นความเท่าเทียมที่แท้จริงในระบอบการปกครองของประเทศไทย หากแต่แนวคิดประชาธิปไตยที่เน้น เสียงส่วนใหญ่ หรือเสียงข้างมากนั้น กลับมีแค่เสียงของคนรักต่างเพศที่เป็นผู้ชาย ที่มักจะมีเสียงที่ดังกว่าเสี ยงของผู้หญิงรักต่างเพศ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พื้นที่ทางการเมืองเป็นพื้นที่ สงวนของผู้ชายรักต่างเพศ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่คิดว่ามันเป็น ปัญหา เพราะการทำงานทางการเมืองนั้นเน้น กลุ่มเป้าหมายระดับมหาชน และอาชีพนักการเมืองเป็นอาชีพที่ เหมาะกับเพศชาย หรือการเป็นผู้นำครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยย่อยทางสังคมก็เป็นหน้าที่ของผู้ชาย ความคิดความเชื่อข้างต้นนั้น ส่งผลกระทบให้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่พวกเราพูดถึงในการ ต่อสู้ทางการเมืองนั้นไม่ ได้มีความเท่าเทียม หรือไม่ได้หยิบยื่นสิทธิเสรีภาพให้ประชาชนอย่างเสมอภาค ฉันยังเชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด แต่เราอาจจะต้องมานั่งทบทวนกันถึงความหมายของคำว่าประชาธิปไตย และความสำคัญของการนำระบอบประชาธิปไตยมาปกครองประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าเราทุกคนที่เป็นประชาชน ชาวไทยมีความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่นี้อย่างเท่าเทียม เสมอภาค
ฉันขอยกตัวอย่างเรื่องสัดส่วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการพูดถึงสัดส่วนเรื่องเพศที่เท่าเทียมนั้น เอาเข้าจริงเสียงของผู้หญิง ก็ไม่ได้มีอำนาจมากพอที่จะทำให้ เกิดการตัดสินใจในนโยบายของ ประเทศ เมื่อเทียบกับเสียงของนักการเมือง ฝ่ายชาย หลายครั้งเราจะพบว่านักการเมือ งหญิงพยายามจะช่วงชิงพื้นที่ ทางการเมือง เพื่อให้ผู้หญิงมีสิทธิเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกับผู้ชาย แต่เราก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่ยากภายใต้ระบบสังคมวัฒนธรรมไทยที่โอกาสของผู้หญิงจะได้ก้าวไปยืนอยู่ในตำแหน่งของผู้บริหารประเทศ แม้กระทั่งเสียงของนักการเมือง ที่เป็นคนรักต่างเพศหญิงชาย ก็ไม่ได้เป็นเสียงที่เป็นตัวแทน ของประชาชนคนรักเพศเดียวกัน ทุกคนได้ ฉันไม่ทราบว่าจะมีหรือไม่ที่จะ มีนักการเมืองคนใดที่พอจะเข้า ใจประชาชนที่เป็นคนรักเพศ เดียวกัน จะเข้าใจความต้องการของพวกเขา เหล่านั้น หรือจะทราบหรือไม่ว่ากฎหมายของ ประเทศไทยและผู้ใช้กฎหมายหลาย คนยังคงละเมิดสิทธิมนุษยชน ของคนรักเพศเดียวกัน นอกจากนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีวันใดที่เราคนรักเพศเดียวกันจะมีตัวแทนของพวกเขาในรัฐสภา ฉันคิดว่าคงไม่ใช่ในสองสามปีข้างหน้านี้แน่ หากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ยังใช้ความเป็นเกย์ ความเป็นกะเทย มาลดความน่าเชื่อถือของการประกอบอาชีพนักการเมืองของคนๆหนึ่ง
ความไม่เท่าเทียมทางเพศของการเรียก ร้องประชาธิปไตยไม่ได้ม ีให้เห็นในรัฐสภาเท่านั้น หากเราลองพิจารณาการชุมนุมเรี ยกร้องทางการเมืองที่ผ่านมา เราจะพบว่าแกนนำของการชุมนุมแต่ ละครั้ง มีสัดส่วนของเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยเฉพาะแกนนำหลักที่มีเพียงผู้ชาย เท่านั้น ยิ่งตอกย้ำระบบสังคมไทยที่ สถาปนาความเป็นชายแบบรักต่างเพศเหนือกว่าตัวตนทางเพศแบบอื่นๆ เพราะสุดท้ายคนไทยยังเชื่อว่า “ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า”
ฉันไม่ได้นั่งอนุมานปรากฏการณ์ นี้แต่อย่างใด แต่ฉันพบว่าการชุมนุมแต่ละครั้ง กลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการแบ่งหน้าที่ของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นเพศชาย และผู้ชุมนุมที่เป็นเพศหญิงอย่างชัดเจน นอกจากนี้แกนนำการชุมนุมเพศชายก็มักจะเป็นผู้กำหนดกลยุทธ์ของการชุมนุม ซึ่งสำหรับฉันแล้วมันช่างเป็นเรื่อง ที่ขัดแย้งกับการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่เน้นหลัก การเรื่องความเท่าเทียมเสมอ ภาค หรือถ้าจะให้ตีความอีกแบบหนึ่ง ก็จะสามารถพูดได้ว่า เสียงส่วนใหญ่ในพื้นที่ทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบไทยเป็นเสียงของผู้ชาย และพื้นที่ทางการเมืองคือพื้นที่ อภิสิทธิ์ของคนที่เกิดมา มีอวัยวะเพศชาย และมีความใคร่เสน่หาแก่เพศตรงข้ามเท่านั้น
ซึ่งถ้าผู้อ่านได้อ่านมาถึงตรง นี้ ผู้อ่านที่เห็นด้วยกับฉันอาจกำลัง สงสัยว่า อะไรคือทางออกของประเทศไทยเพื่อ ขจัดปัญหาความรุนแรงทางการ เมืองที่เกิดขึ้น ฉันคงไม่สามารถตอบผู้อ่านได้ว่าเราจะทำอย่างไร เพราะฉันได้ออกตัวไว้ตอนต้นแล้ว ว่า ฉันไม่ได้เป็นคนที่มีความรู้เรื่อ งการเมืองการปกครอง อย่างไรก็ตามฉันในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่งที่มีสิทธิแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่อ งการล้มล้างระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ของกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่ง ว่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองของประเทศ
จากความเข้าใจของฉันต่อระบอบอำ มาตยาธิปไตย คือ ระบบการปกครองโดยมีกลุ่มอำนาจทางการเมืองกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจในการปกครองประเทศ กำหนดนโยบาย และชี้ความเป็นไปของประเทศ ทั้งที่ออกหน้าหรืออยู่หลังม่านแบบลับๆ โดยในที่นี้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องเพื่อล้มล้างกลุ่มอำนาจเหล่านั้น ได้เรียกร้องให้ประชาชนมีส่วน ร่วมในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะประชาชนระดับล่างที่โดยมากจะประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร หรือชนชั้นกรรมาชีพ เรียกได้ว่าปรากฏการณ์ทางการเมือง นี้เป็นเหตุการณ์ความขัด แย้งในเรื่องความต่างของชน ชั้นทางสังคม และการมีส่วนร่วมของคนทุกคนภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตามฉันยังคงมีคำถามที่ ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกับ ใครหลายคนว่าเราจะสร้างสังคม ที่เท่าเทียมได้อย่างไร หากกลุ่มผู้ชุมนุมยังเอาเรื่อง ตัวตนทางเพศมาลดความน่าเชื่อ ถือของนักการเมืองบางคน และผู้หญิงยังคงเป็นช้างเท้าหลัง ที่ทำอย่างไรก็ต้องเดินตาม เท้าหน้าอยู่วันยังค่ำ อีกทั้งควานช้างยังเป็นผู้ชายที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงเพื่อพิสูจน์ความเป็นชายแท้ของตน ตามความเชื่อของการเป็นชายชาตรี หรือใครจะรับรองได้ว่านักการเมืองคนใดเหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารประเทศ โดยไม่ได้ลุ่มหลงไปกับอำนาจที่ ตนได้รับ และแกล้งทำเป็นลืมว่าประชาชนเป็น คนเลือกตนเข้าไปทำงาน ซึ่งเอาเข้าจริงอาจจะเป็นการซื้อเสียงเพื่อให้ตนเองได้ขึ้นไปสู่อำนาจที่จะกำหนดนโยบายของประเทศเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง
ถ้าจุดมุ่งหมายของการเรียกร้อง ประชาธิปไตย คือการทำให้สังคมเกิดความเท่าเทียม ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค การปกครองทุกระดับที่ลดอำนาจแบบ แนวดิ่ง หรืออำนาจจากบนลงล่าง ให้เป็นการใช้อำนาจแบบแนวราบ เช่น การที่นักการเมืองมีภาพลักษณ์ของการเป็นตัวแทนประชาชน ไม่ใช่ถูกยกย่องเป็นนายเหนือหัว ของใคร การชุมนุมอย่างสันติวิถีโดยไม่ มีเงื่อนไขเรื่องทุนนิยมเข้า มาเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งการปกครองที่ส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เน้นการเกื้อกูลกันของสมาชิกในครอบครัว ล้วนแล้วแต่เป็นการใช้อำนาจที่ส่งเสริมความเท่าเทียมกันภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
พวกเราประชาชนชาวไทยคงต้องมานั่ง ทบทวนท่าทีของการเรียกร้อง ประชาธิปไตยกันใหม่ ความแตกต่างหลากหลายทางความคิด และวิถีทางการเมือง หรือชนชั้นอาชีพในสังคมคงไม่ใช่ป ัญหาหลัก หากความเข้าใจเรื่องประชาธิปไต ยที่อยู่บนฐานของการเคารพซึ่ง กันและกัน ทั้งสิทธิส่วนบุคคล และสิทธิมหาชน การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดนโยบายบริหารประเทศ ปราศจากการคอรัปชั่น และมีระบบตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองที่โปร่งใส เหล่านี้คงจะเป็นทางออกได้บ้าง สำหรับปัญหาการเมืองที่เกิด ขึ้น ซึ่งไม่ว่าพรรคการเมืองใดมาเป็น รัฐบาลล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลา ในการแก้ไขปัญหาทั้งสิ้น
หากวันนี้คุณผู้อ่านไม่ว่าจะเป็น เพศใด มีเชื้อชาติหรือสัญชาติอะไร นับถือศาสนาใด ประกอบอาชีพอะไร หรือแม้แต่จะใส่เสื้อสีใดก็ตาม กลับบ้านยังคิดว่าเมียคือสมบัติ ผู้หญิงคือช้างเท้าหลัง ผู้ชายคือช้างเท้าหน้า ด่าทอ ดูถูก หรือแม้กระทั่งคิดกับญาติมิตรสหายที่เป็นเกย์เป็นกะเทยว่าพวกเขาเหล่านั้นเสียชาติเกิด รักพวกพ้องจนลืมสำนึกในจริยธรรม และยังมีความคิดที่ว่าใครมีความเห็นต่างจากตนคือศัตรู ฉันอยากจะบอกกับพวกคุณว่า คุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้อำนาจแบบบนลงล่าง สนับสนุน ส่งเสริม และผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมทาง สังคม และที่ร้ายไปกว่านั้นคือการทำลาย ประชาธิปไตยที่ประชาชนชาวไทย แสวงหา เรียกร้อง และต่อสู้
มาถึงตรงนี้ ฉันได้คำตอบแล้วว่า ถ้าพวกเราคนใดคิดจะเปลี่ยนประเทศไทยให้มีความเท่าเทียมเสมอภาค ลดช่องว่างเรื่องชนชั้นทางสังคม พวกเราก็ควรที่จะเริ่มเปลี่ยนจากตัวของพวกเราเองก่อน เพราะถ้าเรายังเปลี่ยนตัวเราเอง ไม่ได้ เราคงจะไปเรียกร้องขอให้เปลี่ยน ประเทศไทยก็คงไม่ได้ ซึ่งถ้าตัวเราสามารถทำได้แล้ว เราจะได้ไม่อายที่จะไปต่อสู้เรียกร้อง หรือบอกใครต่อใครเพื่อให้ได้มาซึ่งระบบปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
กะเทยไทย 100%
5 มีนาคม 2553 18.45 น.
อ้างอิงเนื้อหาจาก http://www.facebook.com/note.php?note_id=111773825507988



