ผลกระทบของอาการโฮโมโฟเบียในสังคมไทย
Last Updated on Monday, 17 January 2011 Written by Administrator Sunday, 21 March 2010
ผลกระทบของอาการ โฮโมโฟเบียในสังคมไทย
เขียนโดย สคส. เมื่อ พฤ, 10/15/2009 - 16:39
ธัญญา ใจดี
วันพ่อปีนี้ดูจะไม่ต่างอะไรกับ วันพ่อปีอื่นๆ ในแง่ที่นักวิชาการและนักกิจกรรมด้านเด็กต่างออกมาเรียกร้องให้พ่อแสดงบทบาท ความเป็น “พ่อ” ด้วยการให้เวลากับลูกมากขึ้น เนื่องจากมีความเชื่อว่า “พ่อ” หรืออีกนัยหนึ่ง “ความเป็นผู้ชาย” จะสร้างการเรียนรู้ที่สมดุลให้แก่เด็ก ซึ่งจะช่วยลดปัญหาพัฒนาการที่ไม่พึงประสงค์ ของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ความรุนแรง และการเป็น “เพศที่สาม”
อย่างไรก็ดี การแสดงความกังวลดังกล่าวผ่านสื่อ ซึ่งพาดหัวข่าวอย่างหวือหวาด้วยคำว่า “เพศที่สาม” นั้น ได้สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคมหลายประการ ข้อแรก คือ ความเข้าใจผิดว่า มีความจริงแท้เกี่ยวกับ “บทบาทพ่อ” ทั้งๆ ที่บทบาทนี้ไม่ได้ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด ความเป็นพ่อ หรือแม่ ไม่ใช่สัญชาติญาณ แต่เป็นการเรียนรู้ ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความเป็นเพศของมนุษย์ ที่พอเกิดมามีอวัยวะเพศเช่นไร ก็จะมีชุดของความคาดหวัง ทั้งในแง่บุคลิกภาพ และรสนิยมทางเพศที่เหมาะสมกับอวัยวะเพศนั้นๆ ซึ่งในระยะหลังมานี้ นักวิชาการและนักกิจกรรมที่ศึกษาเพศวิถีได้สรุปบทเรียนแล้วว่า การสร้างกรอบความเป็นเพศหญิงหรือเพศชายที่ตายตัวนั้น ได้สร้างปัญหามากมาย เช่น ความรุนแรงทางเพศทั้งทางตรงและทางอ้อม การมีทัศนคติที่นำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยทั้งหลาย รวมทั้ง การไม่สามารถพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ
ความต้องการก้าวข้ามความเป็นเพศนี้ มีคนจำนวนมากแสดงความเห็นด้วย จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้ไปจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักศึกษาปริญญาตรี สาขานิเทศศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นักศึกษาทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างสะท้อนว่า “ไม่เห็นต้องแบ่งแยกเพศเลย ทำไมต้องแบ่งด้วยว่าเป็นผู้หญิงทำตัวแบบนี้ ผู้ชายต้องทำตัวอีกแบบหนึ่ง แค่เป็นมนุษย์ก็พอแล้ว ควรดูกันที่จิตใจ และความดี” ความคิดของนักศึกษาปริญญาตรีนี้ อาจสอดคล้องกับคนทั่วไปในสังคม แต่หากถามต่อไปว่า ในเมื่อความเป็นเพศไม่สำคัญอีกต่อไป ถ้าเช่นนั้น ควรยกระดับมนุษย์ จากเพศหญิง เพศชาย สู่การเป็นมนุษย์ที่ไม่จำเป็นต้องมีบุคลิกและรสนิยมทางเพศมาเป็นกรอบกักขัง ศักยภาพ แต่เน้นการมีจิตใจที่มั่นคง เอื้ออาทร และเคารพสิทธิของผู้อื่นหรือไม่ หลายๆ คนคงลังเลใจที่จะตอบ และอยากจะถอนคำพูดที่ว่าแค่เป็นมนุษย์ และดูกันที่ความดีก็พอแล้ว
การที่เราหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ว่าเหตุใด รสนิยมทางเพศจึงกลายเป็นแก่นแท้ของมนุษย์ และสำคัญเหนือจิตใจและความดีงามนี้เรียกว่าโฮโมโฟเบีย (internalized homophobia) ซึ่ง ศาสตราจารย์ Gregory Herek จากภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้อธิบายไว้ว่าเมื่อสังคมปลูกฝังให้สมาชิกซึมซับภาพลบของคนรักเพศเดียวกัน สมาชิกในสังคมก็จะเกิดอาการโฮโมโฟเบีย ซึ่งในสังคมไทย มีการปลูกฝังผ่านสถาบันต่างๆ เช่น สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา กฎหมาย การแพทย์ เป็นต้น และอาการโฮโมโฟเบียที่แสดงออกมีหลายรูปแบบ เช่น การแสดงความรังเกียจหรือขบขันเมื่อเจอเกย์ กะเทย ทอม และบางครั้งรู้สึกอยากกลั่นแกล้งขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล หรือเมื่ออ่านข่าวกะเทยฆ่าปล้นทรัพย์ ก็รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้คงเลวร้ายเหมือนกันหมด ในขณะที่ผู้ชาย หรือผู้หญิงที่ก่อคดีแบบนี้ จะไม่ถูกมองเหมารวมเช่นนี้ อาการโฮโมโฟเบียจึงส่งผลให้สมาชิกในสังคมกลายเป็นบุคคลที่ไร้คุณธรรม ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน และที่สำคัญขาดประสิทธิภาพในการใช้เหตุผลไปทันที
ในสหรัฐอเมริกา สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association -APA) ได้ถอนคุณลักษณะรักเพศเดียวกันออกจากกลุ่มอาการผิดปกติทางจิตเมื่อ 35 ปีที่แล้ว เมื่อมีข้อมูลและความรู้ทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนมากพอ และยังได้กระตุ้นให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานด้านสุขภาพจิตทุกคนแสดงบทบาท นำในการแก้ไขความเข้าใจผิดที่ว่าการรักเพศเดียวกันเป็นความผิดปกติทางจิต เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่ผ่านมา ยิ่งกว่านั้น สมาคมนี้ยังเป็นหัวหอกในการรณรงค์ต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนรักเพศ เดียวกัน ซึ่งปัจจุบันนักกิจกรรมในประเทศไทยนิยมใช้คำว่ากลุ่มคนหลากหลายทางเพศ (Gay Lesbian Bisexual and Transgender – GLBT) และก็ได้จัดกิจกรรมวันสิทธิความหลากหลายทางเพศไปเมื่อ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ความกังวลของสังคมไทย ซึ่งสมาคมจิตแพทย์อเมริกันเลิกวิตกไปนานถึง 35 ปีแล้ว จึงไม่สอดคล้องกับวิวัฒนาการทั้งในด้านความรู้ และสิทธิมนุษยชน ยิ่งกว่านั้น การเรียกร้องให้พ่อกลับสู่ครอบครัว และใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากขึ้น คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะไม่สอดรับกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบันที่รูปแบบครอบครัวไทยมีการปรับตัว ไปตามปัจจัยทางสังคม เช่น การที่ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องทนอยู่ในความสัมพันธ์เชิงอำนาจอีกต่อไป ก็ทำให้เกิดครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว โดยเฉพาะคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว (single mom) มากขึ้น หรือแม้กระทั่ง ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ทำให้พ่อแม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปทำงาน และฝากลูกไว้กับพ่อ แม่ หรือญาติ
ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การเรียกร้องจากปัจเจก โดยไม่มีตัวช่วย จึงอาจกลายเป็นการกดดัน และเพิ่มความกังวลใจที่ไม่มีมูล และยังสร้างอคติต่อคนรักเพศเดียวกันอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดที่เขียนมานี้ ไม่ได้หมายความว่าเด็กๆ ไม่สำคัญ และไม่ควรได้รับเวลา แต่การแก้ปัญหาที่อยู่บนฐานของความรู้และการเคารพสิทธิมนุษยชน จะทำให้เรามองเห็นทางเลือกใหม่ๆ และสามารถเกิดขึ้นจริงได้ เช่น การเรียกร้องให้เกิดรัฐสวัสดิการ โดยรัฐต้องออกกฎหมายส่งเสริมการจัดสถานรับเลี้ยงเด็กในสถานที่ทำงาน สำหรับคนที่เป็นพ่อ แม่ ป้า น้า อา หรือใครก็ตามที่ต้องดูแลเด็กเล็ก ซึ่งหมายความว่า เด็กๆ ที่เกิดมาเป็นความรับผิดชอบของสังคมร่วมกัน
ข้อเรียกร้องต่อรัฐให้จัดสวัสดิการสำหรับเด็กเล็กไม่ควรจำกัด อยู่เพียงวันสตรีสากล หรือเป็นข้อเรียกร้องของแรงงานหญิงเท่านั้น แต่ควรเป็นวาระแห่งชาติ และประกาศออกมาในวันพ่อ ซึ่งจะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ ก็ต่อเมื่อสังคมรักษาอาการโฮโมโฟเบียของตัวเองให้ได้ และเรียนรู้จากบทบาทของสมาคมจิตแพทย์อเมริกันที่ไม่เพียงรักษาโรค แต่ยังคงทำงานส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมด้วย
(บทความคอลัมน์เสียง สตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2551)
ที่มา: http://whaf.or.th/content/186



