คำนำหน้าชื่อบุคคลนั้นสำคัญไฉน
Last Updated on Friday, 30 March 2012 Written by Administrator Sunday, 21 March 2010
คำนำหน้าชื่อ บุคคลนั้นสำคัญไฉนเขียนโดย ธัญญา ใจดี มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.)
การที่คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ริเริ่มร่างกฎหมายคำนำหน้านามบุคคล โดยให้ทางเลือกผู้หญิงที่แต่งงานหรือหย่าแล้วสามารถเลือกใช้คำนำหน้าว่านาง หรือนางสาวก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังก้าวหน้าไปถึงขั้น ให้บุคคลข้ามเพศหรือทรานสเจนเดอร์ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนเพศแล้ว เลือกใช้คำนำหน้าชื่อที่ตรงกับเพศสรีระใหม่ได้ กลายเป็นเชื้อไฟจุดประเด็นโต้เถียงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย บ้างก็ว่าเป็นเรื่องหยุมหยิม สนช. ผู้ทรงเกียรติควรคิดอ่านทำเรื่องใหญ่ๆ อย่างเรื่องปากท้องของประชาชนมากกว่า บ้างก็ว่าสังคมจะวุ่นวาย สับสนไปกันใหญ่ เพราะคนเราเกิดมาก็ต้องยอมรับชะตากรรม เมื่อเกิดมามีเพศสรีระเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ควรยอมรับและแสดงบทบาทไปตาม นั้น
คำนำหน้าชื่อเป็นเรื่องหยุมหยิมและไร้ความหมายใดๆ จริงหรือ?
หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ จะพบว่าสังคมไทยเริ่มมีการประกาศใช้คำนำหน้านามอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 4 คือ‘ประกาศพระราชบัญญัติให้ใช้คำนำหน้าชื่อชนต่างๆ’ ซึ่งกำหนดให้ชายไทยทั่วไปใช้คำนำหน้าชื่อว่านาย ผู้หญิงให้ใช้ว่าอำแดง ส่วนคนที่มีสถานะทางสังคมต่ำที่สุด เช่น ทาส หรือนักโทษนั้น สำหรับผู้ชายให้เรียกว่าอ้าย ส่วนผู้หญิงเรียกว่าอี ยิ่งกว่านั้น ในรั้วในวังเองก็มีคำนำหน้าชื่ออีกจำนวนมาก เช่น เจ้าจอมเถ้าแก่ หม่อมพนักงาน ท้าว ทนายเรือน เป็นต้น
คำนำหน้าชื่อที่แบ่งเพศของคนออกเป็นหญิงและชายจึงเริ่มขึ้น อย่างเป็นทางการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 นี่เองคำนำหน้าชื่อในอดีตจึงมีความหมายแฝงอยู่มากมาย สะท้อนสภาพสังคมไทยในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะลักษณะสังคมที่แบ่งคนออกเป็นระดับชั้นต่างๆ และคนเหล่านี้ก็ได้ใช้สถานภาพทางชนชั้นที่สูงกว่ากดขี่กันเองเป็นทอดๆ เมื่อจะปฏิสัมพันธ์กับอ้ายและอีผู้ใด ก็จะกระทำด้วยความรู้สึกว่าตัวอยู่สูงกว่า มีการดูถูกดูแคลนกันบ้างให้สมกับการที่เป็นคนละชั้น ส่วนอำแดงหรือนายก็ย่อมต้องกราบกรานคลานเข่าเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ มีคำนำหน้าว่าท้าว ทนายเรือน
เมื่อชนชั้นต่างๆ ในสังคมเริ่มลดน้อยลง คำเรียกอ้ายและอีก็หมดไป พร้อมๆ กับระบบทาส ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การค้าแรงงานอย่างเป็นทางการมากขึ้น แต่คำนำหน้าชื่อที่บ่งบอกเพศยังคงอยู่ โดยสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาคำนำนามสตรี พ.ศ. 2460 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2464 กำหนดให้เปลี่ยนแปลงคำนำหน้าชื่อผู้หญิงจากอำแดงเป็นนางสาว และหากแต่งงานแล้วก็ให้เปลี่ยนเป็นนางเสีย สอดคล้องกับธรรมเนียมของตะวันตกที่ใช้คำว่ามิสและมิสซิสเพื่อแบ่งแยกผู้หญิง ออกเป็นกลุ่มที่เป็นโสดและแต่งงานแล้ว ในขณะที่ผู้ชายยังคงใช้นายสืบมาถึงปัจจุบัน
การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ พร้อมๆ กับเพิ่มกฎเกณฑ์เข้ามาด้วยสะท้อนว่ากติกาที่สังคมใช้กำกับผู้หญิงเริ่ม เปลี่ยนแปลงไป โดยแบ่งประเภทผู้หญิงโสดและแต่งงานแล้ว เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมพฤติกรรมทางเพศ สำหรับผู้หญิง การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลให้บางคนหมดโอกาสที่จะทำงานที่รัก เพราะนายจ้างย่อมไม่ต้องการผู้หญิงที่มีภาระครอบครัว หรืออาจต้องลาคลอด นับเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจสำหรับนายจ้าง การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อมาเป็นนางยังแสดงถึงการตกเป็นสมบัติของผู้ชาย ในการทำนิติกรรมแต่ละครั้ง ต้องได้รับความยินยอมจากสามีก่อน ในขณะที่ผู้ชายสามารถหลบหลีกกฎข้อนี้ไปได้อย่างง่ายดาย เพราะอย่างไรเสีย สถานภาพและตัวตนของผู้ชายไม่เคยเปลี่ยนไป ส่วนผู้หญิงบางคนที่แต่งงานแล้วแต่ไม่สามารถดำเนินชีวิตคู่ไปได้ ก็รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย ที่ต้องแบกคำว่านางติดตัวให้ใครๆ รู้ว่าเป็นหม้าย และล้มเหลวในชีวิตคู่
ส่วนปัญหาของคนข้ามเพศที่มีรูปลักษณ์เป็นหญิง แต่ยังคงต้องใช้ ‘นาย’ ตามเพศสรีระแต่กำเนิดนั้น ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ ผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในประเด็นนี้ได้ให้ทัศนะไว้ว่า คนข้ามเพศคือบุคคลที่มีรูปลักษณ์ บุคลิกภาพ การแต่งกาย ตรงข้ามกับสรีระที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งล้วนประสบปัญหาเดียวกัน คือ ปัญหาในการต้องแสดงยืนยันตัวตนกับเอกสารราชการ เช่น การเดินทางต่างประเทศต้องใช้พาสปอร์ต การสมัครงาน การทำนิติกรรมต่างๆ เป็นต้น คนกลุ่มนี้มักถูกดูแคลน และล้อเลียนอยู่เสมอ กลายเป็นการบั่นทอนจิตใจ ซึ่งอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาของผู้ที่ไม่เคยประสบปัญหาเช่นนี้
แต่อย่างไรก็ตามฉันทลักษณ์ ได้ให้ข้อคิดว่า การที่ร่างกฎหมายกำหนดว่าผู้ที่จะเปลี่ยนคำนำหน้านามจากนายมาเป็นนางสาว หรือนางสาวเป็นนายได้ต้องเป็นผู้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนเพศแล้วเท่านั้นอาจมีผล เสียบางประการ เพราะไม่ใช่ว่าบุคคลข้ามเพศทุกคนจะต้องการผ่าตัดเปลี่ยนเพศ เนื่องจากการผ่าตัดที่มีคุณภาพต้องใช้เงินจำนวนมาก และบางคนยังไม่มั่นใจในเรื่องความปลอดภัย ยิ่งกว่านั้น การถูกเลือกปฏิบัติมีสาเหตุมาจากการที่รูปลักษณ์ภายนอกไม่สอดคล้องกับคำนำ หน้านาม แต่ไม่ใช่เรื่องของอวัยวะเพศแต่อย่างใด ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีการขอดูอวัยวะเพศก่อนการเลือกปฏิบัติเลย ดังนั้น การกำหนดเงื่อนไขว่าจะเปลี่ยนคำนำหน้านามบุคคลได้ต้องผ่านการผ่าตัดเปลี่ยน เพศแล้วเท่านั้น อาจผลักดันให้คนข้ามเพศดิ้นรนไปผ่าตัดมากขึ้น
นอกจากข้อสังเกตของกลุ่มความหลากหลายทางเพศที่สนับสนุนหลักการ ของร่างกฎหมายแล้ว ยังมีกลุ่มที่คัดค้านร่างกฎหมายนี้ด้วย ส่วนใหญ่ยังคงกังวลว่าอาจเกิดการหลอกลวงให้ชายจริงหญิงแท้แต่งงานด้วย โดยไม่เปิดเผยเพศสรีระแต่กำเนิด หรือการที่ผู้หญิงยังคงใช้คำนำหน้าว่านางสาว แม้จะแต่งงานหรือหย่าแล้ว อาจทำให้ผู้ชายเข้าใจผิดว่ายังเป็นโสด ซึ่งประเด็นห่วงใยนี้ หากพิจารณาอีกแง่หนึ่งน่าจะกลายเป็นข้อดีเสียด้วยซ้ำ เพราะนับเป็นการเตือนสติคนที่คิดจะมีความรักทั้งหลายว่าควรใช้เวลาศึกษา นิสัยใจคอ และประสบการณ์ชีวิตของคู่ให้รอบคอบก่อนจะตกลงปลงใจร่วมชีวิตคู่กัน ไม่ใช่เพียงมองรูปลักษณ์ภายนอกและคำนำหน้าชื่อก็รู้ใจกันทันทีอย่างที่เป็น อยู่ในปัจจุบัน การได้ใช้เวลาศึกษาซึ่งกันและกันจะนำไปสู่ความเข้าใจตัวเองและคู่ ยอมรับตัวตนของกันและกันได้ ไม่ใช่มองแต่เปลือกภายนอก
เมื่อหลายร้อยปีก่อน มนุษย์เราเชื่อว่าโลกแบนและเป็นศูนย์กลางของจักรวาล หากเรายอมรับชะตากรรมว่าเมื่อมนุษย์เกิดมาแล้ว ก็ต้องลงเอยที่การเดินอยู่บนโลกแบนๆ ใบนี้ เราคงไม่รู้ว่าโลกกลม และโลกเป็นเพียงดาวดวงหนึ่งในจักรวาลอันกว้างใหญ่ หากเรียนรู้จาก ข้อเท็จจริงนี้ จะพบว่าคนข้ามเพศก็เป็นเพียงหนึ่งในความหลากหลายสารพัดรูปแบบในจักรวาลที่ เรายังไม่ได้เปิดใจค้นหาและยอมรับ
(บทความคอลัมน์เสียง สตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2550)
ที่มา: http://whaf.or.th/content/71



