‘เบี่ยงเบนทางเพศ’ แนวคิดล้าสมัยในสังคมองค์ความรู้
Last Updated on Sunday, 21 March 2010 Written by Administrator Sunday, 21 March 2010
‘เบี่ยงเบนทางเพศ’ แนวคิดล้าสมัยในสังคมองค์ความรู้
เขียนโดย สคส. เมื่อ อา, 07/05/2009 - 19:59
ธัญญา ใจดี
ถ้าลองสำรวจตลาดหนังสือของบ้านเราในระยะหลังมานี้ จะพบว่าหนังสือประเภทฮาวทู โดยเฉพาะในหัวข้อเลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เบี่ยงเบนทางเพศ หรือเป็นตุ๊ด เป็นทอมนั้น ต่างยึดครองพื้นที่ในร้านหนังสือมากขึ้น รวมทั้ง ขยายไปยังคอลัมน์ในนิตยสารรายเดือนจำนวนมาก เหล่านี้ล้วนแสดงถึงอาการวิตกจริตเกินพอดีของสังคมที่มีต่อวิถีชีวิตทางเพศ ของมนุษย์ รวมทั้งยังขาดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกันอีกด้วย
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พ่อแม่ย่อมมีความหวังดีและห่วงใยต่อลูกของตน โดยเฉพาะวิตกกังวลว่าหากลูกๆ มีบุคลิกและรสนิยมทางเพศที่ไม่ตรงกับเครื่องเพศแต่กำเนิดจะอยู่ในสังคมอย่าง มีความสุขไม่ได้ เพราะสังคมยังมีทัศนคติที่กีดกัน และดูแคลนคนกลุ่มนี้ หนังสือประเภท ‘เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เบี่ยงเบน’ สามารถเข้าถึงจิตใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ดี และรู้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้พ่อแม่ใช้ฐานความรู้และกรอบสิทธิมนุษยชนมา เป็นแนวทางการเลี้ยงลูก เพราะในความสัมพันธ์แบบพ่อแม่ลูกนั้น ก็ยังมีกลิ่นอายของความสัมพันธ์เชิงอำนาจซ่อนเร้นอยู่ และที่เลวร้ายหนักไปอีกคือ เป็นอำนาจที่แฝงมาอย่างแนบเนียนในนามของความหวังดี และการรักษาหน้าตาของพ่อแม่
วิธีที่พ่อแม่ส่วนใหญ่เลือกใช้เพื่อคลายความวิตกกังวลของตัว เอง คือ กระทำกับตัวลูก โดยพยายามปลูกฝังค่านิยมเรื่องเพศที่เชื่อกันว่าเหมาะสมสำหรับผู้ชายจนกลาย เป็นสุดโต่ง เช่น ไม่สอนให้ลูกชายทำงานบ้าน เลือกกิจกรรมที่ผาดโผนให้ลูกๆ แนะนำให้เป็นฝ่ายรุกในเรื่องเพศ สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ผู้ชายส่วนหนึ่งนิยมชมชอบการตีรันฟันแทง หาเรื่องทะเลาะวิวาท เปลี่ยนคู่บ่อยๆ และเชื่อว่าความเป็นชายที่แท้นั้นอยู่ที่ความสามารถในการมีเพศสัมพันธ์ได้ นานๆ และไม่ป้องกัน
ส่วนพ่อแม่ที่กลัวลูกผู้หญิงจะกลายเป็นทอมก็พยายามปลูกฝังลูก ให้มีบุคลิกที่เชื่อกันว่าผู้หญิงควรจะเป็น เช่น สอนให้เป็นแม่บ้านแม่เรือน มีความอ่อนหวาน อ่อนโยน จนกระทั่งกลายเป็นฝ่ายตั้งรับ และเป็นผู้ตามไปเสียทุกเรื่อง ความเชื่อผิดๆ ว่าบุคลิกลักษณะนั้นมีเพศ ทำให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายถูกจำกัดศักยภาพที่จะสร้างบุคลิกภาพที่สร้างสรรค์ ขึ้นในตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ยังมีพ่อแม่จำนวนน้อยอีกกลุ่มหนึ่งที่ยอมรับการตัดสินใจของลูก และเลือกที่จะกระทำกับสังคม โดยการปรับมุมมองของตัวเองและคนรอบข้างให้ยอมรับความหลากหลายทางเพศของ มนุษย์ และยึดถือค่านิยมเรื่องการไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน หรือพูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ มีลูกชายที่นิยมรักเพศเดียวกัน ดีกว่ามีลูกชายที่แสดงตัว ‘สมชาย’ จนกลายเป็นขาดความละเอียดอ่อน ปฏิเสธการช่วยเหลืองานบ้าน หรืออาจอาการหนักถึงขั้นชอบใช้กำลังทะเลาะวิวาท พ่อแม่ลักษณะนี้เป็นคนกลุ่มน้อย เมื่อเทียบกับหลายๆ ครอบครัวที่ยอมรับการกระทำของลูกชายได้ทุกชนิด ขอเพียงแต่ไม่มีบุคลิกเป็นหญิง
แล้วสถาบันอื่นๆ ในสังคมมองคนรักเพศเดียวกันอย่างไร?
มุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นความหลากหลายทางเพศ ศาสตรจารย์เกียรติคุณนายแพทย์สุพร เกิดสว่าง ผู้มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับวิถีชีวิตและความคิดของชายรักชายสะท้อนว่าคนกลุ่ม นี้ไม่ผิดปกติ แค่มีความรู้สึกรักเพศเดียวกันเท่านั้นเอง จึงไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือรักษา เพราะไม่ถือว่าเป็นปัญหา ตรงกันข้าม การที่พ่อแม่ตักเตือนลูกของตนอยู่เสมอว่าอย่าทำตัวเป็นหญิง จะสร้างความกดดันภายในจิตใจของลูกอย่างมาก พ่อแม่บางรายถึงกับมาปรึกษาแพทย์ขอฉีดฮอร์โมนเพศชายให้ลูก เพื่อเปลี่ยนความรู้สึกและความต้องการของลูก แต่ฮอร์โมนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ส่วนข้อมูลจาก ‘สะพาน’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างสื่อทางเลือกเพื่อความเข้าใจคนรักเพศเดียวกัน ชี้ชัดว่าต่างประเทศได้ทบทวนวิธีคิดที่มีต่อความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกัน มานานแล้ว โดยในปี 2516 สมาคมสุขวิทยาจิตของสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรแรกที่ออกมาประกาศถอนความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกันออกจากบัญชี รายชื่อความผิดปกติทางจิต และอีก 3 ปีต่อมา สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกันก็ได้ถอนความสัมพันธ์ลักษณะนี้ออกจากบัญชีรายชื่อ ความผิดปกติทางจิตของหน่วยงานเช่นกัน เช่นเดียวกับสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งอเมริกา และองค์กรวิชาชีพด้านสุขภาพจิตอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่างก็ลงมติว่าการรักเพศเดียวกันไม่ถือเป็นอาการเจ็บป่วยทางจิตหรือความ ผิดปกติทางจิตใจแต่อย่างใด โดยอ้างอิงงานวิจัยในช่วงเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา
ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2535 องค์การอนามัยโลกเองก็ได้ถอนความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกันออกจากบัญชีจำแนก โรคระหว่างประเทศ ในหมวดที่ว่าด้วยเรื่องความผิดปกติทางเพศ ดังนั้น จึงไม่ปรากฎคำว่า การรักเพศเดียวกันในกลุ่มคนที่มีความผิดปกติทางจิตอีกต่อไป นับเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดกลุ่มและรายงานสาเหตุของโรคและอาการครั้ง ใหญ่ ซึ่งระบบนี้นับเป็นระบบสากลที่ยอมรับกันทั่วไปในกลุ่มประเทศสมาชิกเกือบ 200 ประเทศขององค์การอนามัยโลก
หน่วยงานด้านสุขภาพจิตของไทยเราใช้เวลาถึงหนึ่งทศวรรษในการ ทบทวนแนวทางขององค์การอนามัยโลก และองค์ความรู้เกี่ยวกับคนรักเพศเดียวกัน จนกระทั่งได้รับการกระตุ้นเตือนจากกลุ่มอัญจารีซึ่งทำงานในประเด็นหญิงรัก หญิง กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ตัดสินใจออกหนังสือรับรองทางวิชาการ ลงวันที่ 29 มกราคม 2545 รับรองว่าความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกันไม่ถือเป็นความผิดปกติทางจิตหรือ ป่วยเป็นโรคแต่อย่างใด แม้จะใช้เวลานาน แต่หน่วยงานรัฐของบ้านเราก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปอย่างต่อเนื่องว่ามีองค์ความรู้เกิดขึ้นเรื่อยๆ สนับสนุนว่า ความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกันไม่ผิดปกติ รวมทั้ง ปรับโลกทัศน์และวิธีทำงานให้สอดคล้องกับการทำงานในสังคมองค์ความรู้อีกด้วย
การได้พบคู่ที่มีวิธีคิดวิธีมองโลกคล้ายๆ กัน มีความห่วงใย เข้าใจ และจริงใจต่อกันอย่างแท้จริง นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่หากเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ควรต้องรีบคว้าโอกาสนี้เอาไว้ ไม่ใช่หรือ เพราะแนวโน้มของโลกยุคนี้ เขาไม่เสีย เวลาจับผิดกันแล้วว่ามนุษย์มีกี่เพศ และมีวิถีชีวิตทางเพศตรงกับเครื่องเพศหรือไม่ แต่เขาหันมาให้คุณค่าและเวลากับการส่งเสริมการเคารพในความหลากหลาย และสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
(บทความคอลัมน์เสียง สตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2550)
ที่มา: http://whaf.or.th/content/74
เขียนโดย สคส. เมื่อ อา, 07/05/2009 - 19:59
ธัญญา ใจดี
ถ้าลองสำรวจตลาดหนังสือของบ้านเราในระยะหลังมานี้ จะพบว่าหนังสือประเภทฮาวทู โดยเฉพาะในหัวข้อเลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เบี่ยงเบนทางเพศ หรือเป็นตุ๊ด เป็นทอมนั้น ต่างยึดครองพื้นที่ในร้านหนังสือมากขึ้น รวมทั้ง ขยายไปยังคอลัมน์ในนิตยสารรายเดือนจำนวนมาก เหล่านี้ล้วนแสดงถึงอาการวิตกจริตเกินพอดีของสังคมที่มีต่อวิถีชีวิตทางเพศ ของมนุษย์ รวมทั้งยังขาดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกันอีกด้วย
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พ่อแม่ย่อมมีความหวังดีและห่วงใยต่อลูกของตน โดยเฉพาะวิตกกังวลว่าหากลูกๆ มีบุคลิกและรสนิยมทางเพศที่ไม่ตรงกับเครื่องเพศแต่กำเนิดจะอยู่ในสังคมอย่าง มีความสุขไม่ได้ เพราะสังคมยังมีทัศนคติที่กีดกัน และดูแคลนคนกลุ่มนี้ หนังสือประเภท ‘เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เบี่ยงเบน’ สามารถเข้าถึงจิตใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ดี และรู้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้พ่อแม่ใช้ฐานความรู้และกรอบสิทธิมนุษยชนมา เป็นแนวทางการเลี้ยงลูก เพราะในความสัมพันธ์แบบพ่อแม่ลูกนั้น ก็ยังมีกลิ่นอายของความสัมพันธ์เชิงอำนาจซ่อนเร้นอยู่ และที่เลวร้ายหนักไปอีกคือ เป็นอำนาจที่แฝงมาอย่างแนบเนียนในนามของความหวังดี และการรักษาหน้าตาของพ่อแม่
วิธีที่พ่อแม่ส่วนใหญ่เลือกใช้เพื่อคลายความวิตกกังวลของตัว เอง คือ กระทำกับตัวลูก โดยพยายามปลูกฝังค่านิยมเรื่องเพศที่เชื่อกันว่าเหมาะสมสำหรับผู้ชายจนกลาย เป็นสุดโต่ง เช่น ไม่สอนให้ลูกชายทำงานบ้าน เลือกกิจกรรมที่ผาดโผนให้ลูกๆ แนะนำให้เป็นฝ่ายรุกในเรื่องเพศ สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ผู้ชายส่วนหนึ่งนิยมชมชอบการตีรันฟันแทง หาเรื่องทะเลาะวิวาท เปลี่ยนคู่บ่อยๆ และเชื่อว่าความเป็นชายที่แท้นั้นอยู่ที่ความสามารถในการมีเพศสัมพันธ์ได้ นานๆ และไม่ป้องกัน
ส่วนพ่อแม่ที่กลัวลูกผู้หญิงจะกลายเป็นทอมก็พยายามปลูกฝังลูก ให้มีบุคลิกที่เชื่อกันว่าผู้หญิงควรจะเป็น เช่น สอนให้เป็นแม่บ้านแม่เรือน มีความอ่อนหวาน อ่อนโยน จนกระทั่งกลายเป็นฝ่ายตั้งรับ และเป็นผู้ตามไปเสียทุกเรื่อง ความเชื่อผิดๆ ว่าบุคลิกลักษณะนั้นมีเพศ ทำให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายถูกจำกัดศักยภาพที่จะสร้างบุคลิกภาพที่สร้างสรรค์ ขึ้นในตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ยังมีพ่อแม่จำนวนน้อยอีกกลุ่มหนึ่งที่ยอมรับการตัดสินใจของลูก และเลือกที่จะกระทำกับสังคม โดยการปรับมุมมองของตัวเองและคนรอบข้างให้ยอมรับความหลากหลายทางเพศของ มนุษย์ และยึดถือค่านิยมเรื่องการไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน หรือพูดให้เห็นภาพง่ายๆ คือ มีลูกชายที่นิยมรักเพศเดียวกัน ดีกว่ามีลูกชายที่แสดงตัว ‘สมชาย’ จนกลายเป็นขาดความละเอียดอ่อน ปฏิเสธการช่วยเหลืองานบ้าน หรืออาจอาการหนักถึงขั้นชอบใช้กำลังทะเลาะวิวาท พ่อแม่ลักษณะนี้เป็นคนกลุ่มน้อย เมื่อเทียบกับหลายๆ ครอบครัวที่ยอมรับการกระทำของลูกชายได้ทุกชนิด ขอเพียงแต่ไม่มีบุคลิกเป็นหญิง
แล้วสถาบันอื่นๆ ในสังคมมองคนรักเพศเดียวกันอย่างไร?
มุมมองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นความหลากหลายทางเพศ ศาสตรจารย์เกียรติคุณนายแพทย์สุพร เกิดสว่าง ผู้มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับวิถีชีวิตและความคิดของชายรักชายสะท้อนว่าคนกลุ่ม นี้ไม่ผิดปกติ แค่มีความรู้สึกรักเพศเดียวกันเท่านั้นเอง จึงไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือรักษา เพราะไม่ถือว่าเป็นปัญหา ตรงกันข้าม การที่พ่อแม่ตักเตือนลูกของตนอยู่เสมอว่าอย่าทำตัวเป็นหญิง จะสร้างความกดดันภายในจิตใจของลูกอย่างมาก พ่อแม่บางรายถึงกับมาปรึกษาแพทย์ขอฉีดฮอร์โมนเพศชายให้ลูก เพื่อเปลี่ยนความรู้สึกและความต้องการของลูก แต่ฮอร์โมนเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ส่วนข้อมูลจาก ‘สะพาน’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างสื่อทางเลือกเพื่อความเข้าใจคนรักเพศเดียวกัน ชี้ชัดว่าต่างประเทศได้ทบทวนวิธีคิดที่มีต่อความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกัน มานานแล้ว โดยในปี 2516 สมาคมสุขวิทยาจิตของสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรแรกที่ออกมาประกาศถอนความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกันออกจากบัญชี รายชื่อความผิดปกติทางจิต และอีก 3 ปีต่อมา สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกันก็ได้ถอนความสัมพันธ์ลักษณะนี้ออกจากบัญชีรายชื่อ ความผิดปกติทางจิตของหน่วยงานเช่นกัน เช่นเดียวกับสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งอเมริกา และองค์กรวิชาชีพด้านสุขภาพจิตอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่างก็ลงมติว่าการรักเพศเดียวกันไม่ถือเป็นอาการเจ็บป่วยทางจิตหรือความ ผิดปกติทางจิตใจแต่อย่างใด โดยอ้างอิงงานวิจัยในช่วงเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา
ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2535 องค์การอนามัยโลกเองก็ได้ถอนความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกันออกจากบัญชีจำแนก โรคระหว่างประเทศ ในหมวดที่ว่าด้วยเรื่องความผิดปกติทางเพศ ดังนั้น จึงไม่ปรากฎคำว่า การรักเพศเดียวกันในกลุ่มคนที่มีความผิดปกติทางจิตอีกต่อไป นับเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดกลุ่มและรายงานสาเหตุของโรคและอาการครั้ง ใหญ่ ซึ่งระบบนี้นับเป็นระบบสากลที่ยอมรับกันทั่วไปในกลุ่มประเทศสมาชิกเกือบ 200 ประเทศขององค์การอนามัยโลก
หน่วยงานด้านสุขภาพจิตของไทยเราใช้เวลาถึงหนึ่งทศวรรษในการ ทบทวนแนวทางขององค์การอนามัยโลก และองค์ความรู้เกี่ยวกับคนรักเพศเดียวกัน จนกระทั่งได้รับการกระตุ้นเตือนจากกลุ่มอัญจารีซึ่งทำงานในประเด็นหญิงรัก หญิง กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ตัดสินใจออกหนังสือรับรองทางวิชาการ ลงวันที่ 29 มกราคม 2545 รับรองว่าความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกันไม่ถือเป็นความผิดปกติทางจิตหรือ ป่วยเป็นโรคแต่อย่างใด แม้จะใช้เวลานาน แต่หน่วยงานรัฐของบ้านเราก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปอย่างต่อเนื่องว่ามีองค์ความรู้เกิดขึ้นเรื่อยๆ สนับสนุนว่า ความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกันไม่ผิดปกติ รวมทั้ง ปรับโลกทัศน์และวิธีทำงานให้สอดคล้องกับการทำงานในสังคมองค์ความรู้อีกด้วย
การได้พบคู่ที่มีวิธีคิดวิธีมองโลกคล้ายๆ กัน มีความห่วงใย เข้าใจ และจริงใจต่อกันอย่างแท้จริง นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่หากเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ควรต้องรีบคว้าโอกาสนี้เอาไว้ ไม่ใช่หรือ เพราะแนวโน้มของโลกยุคนี้ เขาไม่เสีย เวลาจับผิดกันแล้วว่ามนุษย์มีกี่เพศ และมีวิถีชีวิตทางเพศตรงกับเครื่องเพศหรือไม่ แต่เขาหันมาให้คุณค่าและเวลากับการส่งเสริมการเคารพในความหลากหลาย และสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
(บทความคอลัมน์เสียง สตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2550)
ที่มา: http://whaf.or.th/content/74



