สิทธิความหลากหลายทางเพศ ... จนกว่าจะถึงวันฟ้าใส
Last Updated on Sunday, 21 March 2010 Written by Administrator Sunday, 21 March 2010
สิทธิความหลาก หลายทางเพศ ... จนกว่าจะถึงวันฟ้าใส
เขียนโดย สคส. เมื่อ พ, 10/14/2009 - 13:46
ธัญญา ใจดี
เดือนพฤศจิกายนมีความสำคัญใน แง่ของสิทธิมนุษยชนต่อคนอย่างน้อยสองกลุ่มในสังคมไทย กลุ่มแรกเป็นผู้หญิง เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนสากลว่าด้วยการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ โดยมีที่ มาจากการที่ เครือข่ายความหลากหลายทางเพศได้ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหมต่อศาลปกครอง เพื่อให้แก้ไขข้อความในใบรับรองผลการตรวจคัดเลือกทหารกองเกิน (สด. 43) ย้อนหลังสำหรับสาวประเภทสอง ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549
แม้ว่ากรมสุขภาพจิต จะได้ถอนลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคนรักเพศเดียวกันออกจากกลุ่มคนที่มีความ ผิดปกติทางจิต โดยแก้ไขให้สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก และบัญชีการจำแนกโรคระหว่างประเทศ (ICD-10) ไปตั้งแต่ปี 2545 แล้วก็ตาม แต่ทางกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ยังคงระบุในใบ สด. 43 ว่าคนกลุ่มนี้เป็น “โรคจิต” “โรคจิตวิปริต” หรือ “โรคจิตถาวร” ซึ่งเป็นการตีตราพวกเขาไปตลอดชีวิต หากไม่มีการแก้ไขใบ สด. 43 ยิ่งกว่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ทั้งทางเศรษฐกิจและถูกรังเกียจจากสังคม เพราะเอกสาร สด. 43 นี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ในการสมัครงาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน
เครือข่ายความหลากหลายทางเพศจึงได้ร่วมกันกำหนดให้วันที่ 29 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันสิทธิความหลากหลายทางเพศ โดยจะเริ่มมีการจัดกิจกรรมในปี 2551 เป็นปีแรก ซึ่งจะมีการนำหลักการยอร์กยาการ์ตา (The Yogyakarta Principles) ว่าด้วยการใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในประเด็นความหลากหลายและอัต ลักษณ์ทางเพศ ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน ระหว่างประเทศจำนวน 29 คน จาก 25 ประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนที่ สอนในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก เป็นนักกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน บ้างก็ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนให้กับองค์การสหประชาชาติ คนกลุ่มนี้ได้ประชุมร่วมกันระหว่างวันที่ 6-9 พฤศจิกายน 2549 ที่เมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อจัดทำหลักการฉบับนี้ขึ้นเป็นแนวทางการทำงานเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของ กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ
แต่กว่าจะมีวันนี้ วันที่เครือข่ายความหลากหลายทางเพศสามารถรวมตัวกันทำงานในเชิงแก้ไขระบบและ โครงสร้างสังคม ก็ได้ผ่านการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย มีทั้งล้มเหลว และสำเร็จ ซึ่งคุณจิตติมา ภาณุเตชะ ผู้ประสานงานแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ ได้ศึกษาการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ในรอบ 11 ปีที่ผ่านมา โดยศึกษาจากฐานข้อมูลข่าวเรื่องเพศของแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สสส. ตั้งแต่ปี 2540-2550 พบว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ถึง 2550 มีข่าวในประเด็นความหลากหลายทางเพศ จำนวนรวม 1,345 ชิ้น ในจำนวนนี้เป็นข่าวเคลื่อนไหวรณรงค์ของบุคคล องค์กร เครือข่ายประชาสังคม รวมถึงนักวิชาการ จำนวน 288 ชิ้น คิดเป็นร้อยละ 21 ของข่าวทั้งหมด
ในช่วงปี 2540 – 2545 มีเพียงกลุ่มอัญจารีที่เป็นองค์กรหลักออกมาตอบโต้นโยบายภาครัฐที่ละเมิด สิทธิของคนรักเพศเดียวกันผ่านสื่อต่างๆ น่าสนใจว่า ในปี 2544 เริ่มมีเสียงจากบุคคลนอกกลุ่มคนรักเพศเดียวกันสนับสนุนสิทธิมนุษยชน เช่น รมต. มหาดไทยสมัยนั้น คือ รตอ. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์แสดงความเห็นด้วยกับการเปลี่ยนคำนำหน้านามของบุคคลที่แปลงเพศ และการแต่งงานระหว่างคนรักเพศเดียวกัน กล่าวได้ว่าในช่วงปี 2540 – 2545 ลักษณะการเรียกร้องสิทธิของคนหลากหลายทางเพศมีลักษณะที่ทำกันเป็นรายบุคคล และสื่อก็มักนำเสนอในเชิงหวือหวา เช่น นำเสนอเรื่องราวการประกวดมิสทิฟฟานี และการแปลงเพศของน้องตุ้ม ปริญญา เจริญผล ทำให้มีข่าวคราวเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมในแง่มุมต่างๆ ออกมามากมาย แต่ไม่ได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางกฎหมายแต่อย่างใด
ปี 2548 เป็นปีที่เริ่มปรากฏข่าวการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ เพื่อผนึกกำลังกันทำงานอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม โดยเป็นการทำงานร่วมกับองค์กรหลัก คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณี สด. 43 และในปีนั้นเอง ก็มีการจัดประชุมนานาชาติเรื่องความหลากหลายทางเพศครั้งแรกในประเทศไทย ตามมาด้วยเวทีสัมมนาเผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศมากมาย เรียกได้ว่าวิชาการและภาคปฏิบัติการของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเริ่มทำงานสอด ประสานกันเป็นอย่างดี และการเสนอข่าวคนรักเพศเดียวกัน เริ่มปรากฏพลังของความเป็นเครือข่ายมากขึ้น โดยในปี 2549 เครือข่ายความหลากหลายทางเพศได้ทำงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ ได้แก่ องค์กรผู้หญิง และเครือข่ายเด็ก เพื่อรณรงค์แก้ไขกฎหมายข่มขืน หรือกฎหมายอาญามาตรา 276 ให้ขยายความคุ้มครองครอบคลุมคนทุกเพศ
ในปี 2550 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มอบรางวัลแก่คุณฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ ในฐานะนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของคนหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงว่าสิทธิมนุษยชนในความหมายของสังคมไทยจะไม่คับแคบอีก ต่อไป นั่นคือ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สิทธิในทางการเมือง เช่น การแสดงความเห็น หรือการชุมนุมโดยสงบเท่านั้น แต่ยังมีความละเอียดอ่อนและมีมิติที่ลึกซึ้งครอบคลุมสิทธิในการเลือกตัวตน ทางเพศ การใช้ชีวิตทางเพศของบุคคลอีกด้วย
ความเคลื่อนไหวระหว่างปี 2548- 2550 จึงเป็นช่วงก้าวกระโดดของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเริ่มมีการสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนของคน หลากหลายทางเพศอย่างจริงจังมากขึ้น แตกต่างจากที่ผ่านมา ซึ่งแหล่งทุนมักตีกรอบการทำงานด้านเอดส์ให้แก่คนกลุ่มนี้ ซึ่งกลับกลายเป็นการสร้างภาพเหมารวมและอคติต่อคนรักเพศเดียวกันโดยไม่รู้ตัว
การจัดกิจกรรมวันสิทธิความหลากหลายทางเพศ ที่ใช้ชื่องานว่า “วันสิทธิความหลากหลายทางเพศ ... จนกว่าจะถึงวันฟ้าใส” ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรที่หลากหลาย และมีสถานภาพด้านวิชาการ และการปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ ภาคีความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านเพศภาวะ เพศวิถี และสุขภาพ (คอนซอร์เทียม) สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และ Global Fund for Women ซึ่งเป็นองค์กรหรือแหล่งทุนนานาชาติที่สนับสนุนการทำงานประเด็นผู้หญิงและ วิถีทางเพศที่หลากหลาย
สิบเอ็ดปีแห่งความเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ ได้ให้บทเรียนมากมายแก่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร ประเด็นของพวกเขาจะไม่กลายเป็นประเด็นเฉพาะบุคคล หรือประเด็นตลกขบขันในสังคม ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นแบบอย่างแก่กลุ่มคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมว่าต้องทำงานเป็นเครือ ข่าย เป็นระบบ อ้างอิงข้อมูลและการวิจัย ขยายองค์กรพันธมิตรให้มากขึ้น ทั้งนักวิชาการ และองค์กรที่ทำงานในประเด็นอื่นๆ ซึ่งทำให้วันฟ้าใสคงอยู่ไม่ไกล
(บทความคอลัมน์เสียง สตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2551)
ที่มา: http://whaf.or.th/content/185



