ความหลากหลายในขบวนการสิทธิทางเพศ
Last Updated on Sunday, 21 March 2010 Written by Administrator Sunday, 21 March 2010
ความหลากหลายทางเพศความหลากหลายในขบวนการสิทธิทางเพศ
เขียนโดย สคส. เมื่อ พ, 10/21/2009 - 13:25
ธัญญา ใจดี
ประเด็นความหลากหลาย ทั้งทางเพศ วัฒนธรรม ศาสนา ชาติพันธุ์ และอีกมากมายที่เกินกำลังจะระบุได้ครบถ้วนเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น เรื่อยๆ ว่าเป็นวิถีของสังคมประชาธิปไตย แม้แต่เหตุการณ์ ทางการเมืองที่เพิ่งจะผ่านไป ก็ทำให้การเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างกลายเป็นคำพูดติดปาก เป็นสโลแกนโก้เก๋ สะท้อนความทันสมัย ส่วนผู้ที่ยังทำใจยอมรับไม่ได้ก็ระมัดระวังที่จะออกมาคัดค้านอย่างโจ่งแจ้ง เพราะอาจถูกมองว่ามีโลกทัศน์คับแคบ ประสบการณ์ชีวิตไม่หลากหลาย อีกทั้งยังนำตัวเองมาเป็นไม้บรรทัดวัดผู้อื่นหรือที่เรียกว่าเอาตัวเองเป็น ศูนย์กลางของจักรวาล
ความแตกต่างเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป แม้กระทั่งในขบวนการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในระยะแรกๆ ที่เด่นชัดคือขบวนการสิทธิผู้หญิงในหลายๆ ประเทศ ซึ่งนำไปสู่แนวคิดสตรีนิยมหรือเฟมินิสต์ที่มีหลายสายพันธุ์ ในยุคแรกๆ ผู้ที่เรียกร้องสิทธิของผู้หญิงเป็นผู้หญิงผิวขาวชนชั้นกลางในโลกตะวันตก โดยออกมาเรียกร้องสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การทำงานนอกบ้าน ค่าตอบแทนในการทำงานที่เท่าเทียมกับผู้ชายหากทำงานประเภทเดียวกัน จนหลงลืมสถานการณ์ปัญหาของผู้หญิงกลุ่มอื่นๆ กระทั่งกลายเป็นเหมารวมไปว่าผู้หญิงทั้งประเทศ หรือทั้งโลก มีปัญหาแบบเดียวกับผู้หญิงผิวขาวชนชั้นกลางไปหมด
ความแตกต่างทางความคิดในขบวนการสิทธิผู้หญิงในสหรัฐอเมริกาที่ มักยกมาเป็นตัวอย่าง คือ การที่เฟมินิสต์คนดังอย่าง แอลิซาเบท แคดี้ สแตนตัน (Elizabeth Cady Stanton) ซึ่งเป็นผู้หญิงอเมริกันคนแรกๆ ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการเลิกทาส และต่อมาได้มุ่งเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงอย่างเต็มตัวเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว หลังการเลิกทาส รัฐธรรมนูญอเมริกันสมัยนั้นให้สิทธิผู้ชายผิวขาวเท่านั้นในการลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง แอลิซาเบท ซึ่งขณะนั้นกำลังเรียกร้องว่าผู้หญิงควรได้รับสิทธินี้ด้วย ได้ประกาศคัดค้านสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ชายผิวดำ เพราะเกรงว่าผู้ชายทั้งผิวขาวและผิวดำจะรวมหัวกันกีดกันผู้หญิงไม่ให้ได้รับ สิทธินี้ ประเด็นนี้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้หญิงอเมริกันผิวขาวและผู้หญิง แอฟริกันอเมริกัน โดยแอลิซาเบทได้ตอบโต้ผู้หญิงผิวดำอย่างรุนแรงว่ายอมยกโทษให้ผู้ชายผิวดำที่ กระทำกดขี่ผู้หญิงผิวสีเดียวกันได้อย่างง่ายดาย และยืนยันว่าการเหยียดเพศ (sexism) นั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนรุนแรงกว่าการกดขี่รูปแบบอื่นๆ ซึ่งในความหมายของเธอก็คือ การเหยียดสีผิว/เชื้อชาติ (racism)
กรณีนี้ทำให้เฟมินิสต์บางคนออกมาขอโทษขอโพยและสัญญาว่าจะ ต่อสู้เพื่อขจัดการเหยียดสีผิวไปพร้อมๆ กับการเหยียดเพศ และขอให้ผู้หญิงผิวดำยกโทษให้ที่ตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมการกดขี่คน ผิวดำ ตั้งแต่สมัยยังมีระบบทาส และยังคงมีร่องรอยหลงเหลือมาถึงปัจจุบัน ดังจะพบว่า คนดำส่วนใหญ่มักกระจุกตัวอยู่ในชุมชนแออัด ถูกมองด้วยภาพเหมารวมว่าเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง ลักขโมย เจ้าเล่ห์ เป็นต้น
เฟมินิสต์ผิวดำ (black feminist) ที่อธิบายเรื่องการกดขี่หลายรูปแบบได้ชัดเจนคนหนึ่งคือ ออเดรอ ลอร์ด (Audre Lorde) ซึ่งประกาศชัดเจนว่าในฐานะที่เธอเป็นเฟมินิสต์ผิวดำอายุ 49 ปี และยังเป็นเลสเบี้ยนอีกด้วย เป็นแม่ของลูกสองคน ซาบซึ้งดีถึงคำว่า การกดขี่หลายรูปแบบหรือระดับต่างๆ เพราะค่านิยมทางสังคมและระบบกฎหมาย นโยบายก็เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงอยู่แล้ว เธอยังต้องเจอมากกว่าผู้หญิงคนอื่นเพราะเป็นคนผิวดำ แถมยังถูกเหยียดหยามจากทั้งคนดำและคนขาวเพราะเป็นเลสเบี้ยนอีก หรือในกลุ่มเลสเบี้ยนเอง เธอก็ยังไม่มีที่ยืนเพราะเป็นเลสเบี้ยนผิวดำ Lorde เสนอว่าจะก้าวข้ามการเป็นคนชายขอบ หรือคนที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางอำนาจนี้ได้ ต้องไม่เลือกชูอัตลักษณ์ใดอัตลักษณ์หนึ่ง แต่ต้องยืนยันความเป็นคนที่มีอัตลักษณ์ที่หลากหลายและดึงขึ้นมาพร้อมๆ กัน เพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาของคนๆ หนึ่งได้เพียงแค่ขจัดการเหยียดเพศ เหยียดสีผิว เผ่าพันธุ์ ชนชั้น หรือรสนิยมทางเพศ แต่ต้องสร้างความตระหนักในมิติต่างๆ นี้ไปพร้อมๆ กัน Lorde ยังบอกอีกด้วยว่าเธอมีหน้าที่ต้องขจัดลักษณะการเป็นผู้กดขี่ในตัวเองอีกด้วย และมีหน้าที่สร้างความหมายใหม่ให้กับ “ความแตกต่าง” ว่าไม่ได้หมายถึงความต่ำต้อย ด้อยค่า
ความหลากหลายในแนวคิดเฟมินิสต์เองมีสีสันมากขึ้นเรื่อยๆ และถือเป็นคุณูปการต่อแวดวงสิทธิมนุษยชน เมื่อกลุ่มผู้หญิงโลกที่สาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมประเทศตะวันตกของอังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศส เริ่มบอกว่าปัญหาของพวกเขายิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะต้องเจอกับการเอารัดเอาเปรียบในฐานะที่เป็นผู้หญิง เป็นคนที่ถูกปกครอง ถูกขูดรีดนำทรัพยากรไปจนหมด และถูกมองว่าเป็นคนที่ล้าหลัง และด้อยพัฒนา เฟมินิสต์โลกที่สามที่เข้มแข็งมาก ก็เช่น เฟมินิสต์ในอินเดีย ในแอฟริกาบางประเทศและในประเทศอาหรับ จนถึงวันนี้ เฟมินิสต์มีพัฒนาการไปไกลมาก ยึดถือการต่อสู้กับความไม่เสมอภาคทุกรูปแบบ ผู้หญิงผิวขาวเริ่มต่อต้านการล่าอาณานิคม ที่ปัจจุบันใส่หน้ากากผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย เช่น การทำสงครามอิรักของรัฐบาลอเมริกัน ต่อสู้กับระบบทุนนิยมโลกตะวันตก ต่อสู้กับกระแสบริโภคนิยม โดยไม่ดูแคลนประสบการณ์ของผู้หญิงจากเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ ดังนั้น สโลแกนที่ว่า “ผู้หญิงทั่วโลกเป็นพี่น้องกัน” (sisterhood) ที่พยายามชูความเป็นหนึ่งเดียว การมีอัตลักษณ์เหมือนกัน ประสบปัญหาและถูกกดขี่แบบเดียวกันจึงกลายเป็นสโลแกนที่ล้าสมัยไปแล้ว
กลุ่มความหลากหลายทางเพศก็เช่นกัน ย่อมมีความแตกต่างทั้งในแง่ประสบการณ์ และความคิดเห็น ในกลุ่มนี้ไม่ได้มีเพียงผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ยังมีสาวประเภทสองทั้งที่แปลงเพศแล้ว และที่ตัดสินใจไม่แปลงเพศ สาวประเภทสองบางคนมีเพศสัมพันธ์กับชาย บางคนก็มีเพศสัมพันธ์กับทอม มีทั้งกลุ่มกะเทยชนบท กะเทยในเมือง กะเทยชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง บางคนนิยมนุ่งกระโปรง บางคนรู้สึกว่าใส่กางเกงก็สะดวกดี และที่สำคัญ มีเกย์ที่ต้องการคงความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เพราะมีเงื่อนไขในชีวิตที่ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยได้ คำว่ากะเทยแท้ กะเทยเทียมจึงเป็นคำที่ตีตรา มุ่งสร้างมาตรฐานเดียวให้กับกลุ่มหลากหลายทางเพศ หากจะมองในมิติสิทธิมนุษยชน ก็คงไม่ผิดนักหากจะสรุปว่า การบังคับให้คนที่มีเงื่อนไขในชีวิตต่างกันต้องมีความเชื่อและแสดงออกแบบ เดียวกันเป็นการกระทำความรุนแรงในระดับลึกและแนบเนียนที่สุด
ขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มความหลากหลายทางเพศในสังคมไทยกำลัง อยู่ระหว่างการเรียนรู้เพื่อเติบโตอย่างมั่นคง เพราะมีอุปสรรคมาท้าทาย มีปัญหาให้ได้ขบคิดว่าจะสื่อสารต่อสังคมอย่างไรให้เข้าใจว่าในกลุ่มหลากหลาย ทางเพศเอง ก็ยังมีความหลากหลายของชุดประสบการณ์และวิธีคิด ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิง และผู้ชาย ยิ่งกว่านั้น การวิพากษ์และตั้งคำถามตัวเองก็เป็นหนทางของการเติบโตอย่างชาญฉลาด ช่วยให้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนด้วยมุมมองที่ลุ่มลึกมากขึ้น
(บทความคอลัมน์เสียง สตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552)
ที่มา: http://whaf.or.th/content/193
เขียนโดย สคส. เมื่อ พ, 10/21/2009 - 13:25
ธัญญา ใจดี
ประเด็นความหลากหลาย ทั้งทางเพศ วัฒนธรรม ศาสนา ชาติพันธุ์ และอีกมากมายที่เกินกำลังจะระบุได้ครบถ้วนเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น เรื่อยๆ ว่าเป็นวิถีของสังคมประชาธิปไตย แม้แต่เหตุการณ์ ทางการเมืองที่เพิ่งจะผ่านไป ก็ทำให้การเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างกลายเป็นคำพูดติดปาก เป็นสโลแกนโก้เก๋ สะท้อนความทันสมัย ส่วนผู้ที่ยังทำใจยอมรับไม่ได้ก็ระมัดระวังที่จะออกมาคัดค้านอย่างโจ่งแจ้ง เพราะอาจถูกมองว่ามีโลกทัศน์คับแคบ ประสบการณ์ชีวิตไม่หลากหลาย อีกทั้งยังนำตัวเองมาเป็นไม้บรรทัดวัดผู้อื่นหรือที่เรียกว่าเอาตัวเองเป็น ศูนย์กลางของจักรวาล
ความแตกต่างเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป แม้กระทั่งในขบวนการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในระยะแรกๆ ที่เด่นชัดคือขบวนการสิทธิผู้หญิงในหลายๆ ประเทศ ซึ่งนำไปสู่แนวคิดสตรีนิยมหรือเฟมินิสต์ที่มีหลายสายพันธุ์ ในยุคแรกๆ ผู้ที่เรียกร้องสิทธิของผู้หญิงเป็นผู้หญิงผิวขาวชนชั้นกลางในโลกตะวันตก โดยออกมาเรียกร้องสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การทำงานนอกบ้าน ค่าตอบแทนในการทำงานที่เท่าเทียมกับผู้ชายหากทำงานประเภทเดียวกัน จนหลงลืมสถานการณ์ปัญหาของผู้หญิงกลุ่มอื่นๆ กระทั่งกลายเป็นเหมารวมไปว่าผู้หญิงทั้งประเทศ หรือทั้งโลก มีปัญหาแบบเดียวกับผู้หญิงผิวขาวชนชั้นกลางไปหมด
ความแตกต่างทางความคิดในขบวนการสิทธิผู้หญิงในสหรัฐอเมริกาที่ มักยกมาเป็นตัวอย่าง คือ การที่เฟมินิสต์คนดังอย่าง แอลิซาเบท แคดี้ สแตนตัน (Elizabeth Cady Stanton) ซึ่งเป็นผู้หญิงอเมริกันคนแรกๆ ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการเลิกทาส และต่อมาได้มุ่งเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงอย่างเต็มตัวเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว หลังการเลิกทาส รัฐธรรมนูญอเมริกันสมัยนั้นให้สิทธิผู้ชายผิวขาวเท่านั้นในการลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง แอลิซาเบท ซึ่งขณะนั้นกำลังเรียกร้องว่าผู้หญิงควรได้รับสิทธินี้ด้วย ได้ประกาศคัดค้านสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ชายผิวดำ เพราะเกรงว่าผู้ชายทั้งผิวขาวและผิวดำจะรวมหัวกันกีดกันผู้หญิงไม่ให้ได้รับ สิทธินี้ ประเด็นนี้นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้หญิงอเมริกันผิวขาวและผู้หญิง แอฟริกันอเมริกัน โดยแอลิซาเบทได้ตอบโต้ผู้หญิงผิวดำอย่างรุนแรงว่ายอมยกโทษให้ผู้ชายผิวดำที่ กระทำกดขี่ผู้หญิงผิวสีเดียวกันได้อย่างง่ายดาย และยืนยันว่าการเหยียดเพศ (sexism) นั้นเป็นเรื่องเร่งด่วนรุนแรงกว่าการกดขี่รูปแบบอื่นๆ ซึ่งในความหมายของเธอก็คือ การเหยียดสีผิว/เชื้อชาติ (racism)
กรณีนี้ทำให้เฟมินิสต์บางคนออกมาขอโทษขอโพยและสัญญาว่าจะ ต่อสู้เพื่อขจัดการเหยียดสีผิวไปพร้อมๆ กับการเหยียดเพศ และขอให้ผู้หญิงผิวดำยกโทษให้ที่ตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมการกดขี่คน ผิวดำ ตั้งแต่สมัยยังมีระบบทาส และยังคงมีร่องรอยหลงเหลือมาถึงปัจจุบัน ดังจะพบว่า คนดำส่วนใหญ่มักกระจุกตัวอยู่ในชุมชนแออัด ถูกมองด้วยภาพเหมารวมว่าเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง ลักขโมย เจ้าเล่ห์ เป็นต้น
เฟมินิสต์ผิวดำ (black feminist) ที่อธิบายเรื่องการกดขี่หลายรูปแบบได้ชัดเจนคนหนึ่งคือ ออเดรอ ลอร์ด (Audre Lorde) ซึ่งประกาศชัดเจนว่าในฐานะที่เธอเป็นเฟมินิสต์ผิวดำอายุ 49 ปี และยังเป็นเลสเบี้ยนอีกด้วย เป็นแม่ของลูกสองคน ซาบซึ้งดีถึงคำว่า การกดขี่หลายรูปแบบหรือระดับต่างๆ เพราะค่านิยมทางสังคมและระบบกฎหมาย นโยบายก็เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงอยู่แล้ว เธอยังต้องเจอมากกว่าผู้หญิงคนอื่นเพราะเป็นคนผิวดำ แถมยังถูกเหยียดหยามจากทั้งคนดำและคนขาวเพราะเป็นเลสเบี้ยนอีก หรือในกลุ่มเลสเบี้ยนเอง เธอก็ยังไม่มีที่ยืนเพราะเป็นเลสเบี้ยนผิวดำ Lorde เสนอว่าจะก้าวข้ามการเป็นคนชายขอบ หรือคนที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางอำนาจนี้ได้ ต้องไม่เลือกชูอัตลักษณ์ใดอัตลักษณ์หนึ่ง แต่ต้องยืนยันความเป็นคนที่มีอัตลักษณ์ที่หลากหลายและดึงขึ้นมาพร้อมๆ กัน เพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาของคนๆ หนึ่งได้เพียงแค่ขจัดการเหยียดเพศ เหยียดสีผิว เผ่าพันธุ์ ชนชั้น หรือรสนิยมทางเพศ แต่ต้องสร้างความตระหนักในมิติต่างๆ นี้ไปพร้อมๆ กัน Lorde ยังบอกอีกด้วยว่าเธอมีหน้าที่ต้องขจัดลักษณะการเป็นผู้กดขี่ในตัวเองอีกด้วย และมีหน้าที่สร้างความหมายใหม่ให้กับ “ความแตกต่าง” ว่าไม่ได้หมายถึงความต่ำต้อย ด้อยค่า
ความหลากหลายในแนวคิดเฟมินิสต์เองมีสีสันมากขึ้นเรื่อยๆ และถือเป็นคุณูปการต่อแวดวงสิทธิมนุษยชน เมื่อกลุ่มผู้หญิงโลกที่สาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมประเทศตะวันตกของอังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศส เริ่มบอกว่าปัญหาของพวกเขายิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะต้องเจอกับการเอารัดเอาเปรียบในฐานะที่เป็นผู้หญิง เป็นคนที่ถูกปกครอง ถูกขูดรีดนำทรัพยากรไปจนหมด และถูกมองว่าเป็นคนที่ล้าหลัง และด้อยพัฒนา เฟมินิสต์โลกที่สามที่เข้มแข็งมาก ก็เช่น เฟมินิสต์ในอินเดีย ในแอฟริกาบางประเทศและในประเทศอาหรับ จนถึงวันนี้ เฟมินิสต์มีพัฒนาการไปไกลมาก ยึดถือการต่อสู้กับความไม่เสมอภาคทุกรูปแบบ ผู้หญิงผิวขาวเริ่มต่อต้านการล่าอาณานิคม ที่ปัจจุบันใส่หน้ากากผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย เช่น การทำสงครามอิรักของรัฐบาลอเมริกัน ต่อสู้กับระบบทุนนิยมโลกตะวันตก ต่อสู้กับกระแสบริโภคนิยม โดยไม่ดูแคลนประสบการณ์ของผู้หญิงจากเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ ดังนั้น สโลแกนที่ว่า “ผู้หญิงทั่วโลกเป็นพี่น้องกัน” (sisterhood) ที่พยายามชูความเป็นหนึ่งเดียว การมีอัตลักษณ์เหมือนกัน ประสบปัญหาและถูกกดขี่แบบเดียวกันจึงกลายเป็นสโลแกนที่ล้าสมัยไปแล้ว
กลุ่มความหลากหลายทางเพศก็เช่นกัน ย่อมมีความแตกต่างทั้งในแง่ประสบการณ์ และความคิดเห็น ในกลุ่มนี้ไม่ได้มีเพียงผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ยังมีสาวประเภทสองทั้งที่แปลงเพศแล้ว และที่ตัดสินใจไม่แปลงเพศ สาวประเภทสองบางคนมีเพศสัมพันธ์กับชาย บางคนก็มีเพศสัมพันธ์กับทอม มีทั้งกลุ่มกะเทยชนบท กะเทยในเมือง กะเทยชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง บางคนนิยมนุ่งกระโปรง บางคนรู้สึกว่าใส่กางเกงก็สะดวกดี และที่สำคัญ มีเกย์ที่ต้องการคงความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เพราะมีเงื่อนไขในชีวิตที่ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยได้ คำว่ากะเทยแท้ กะเทยเทียมจึงเป็นคำที่ตีตรา มุ่งสร้างมาตรฐานเดียวให้กับกลุ่มหลากหลายทางเพศ หากจะมองในมิติสิทธิมนุษยชน ก็คงไม่ผิดนักหากจะสรุปว่า การบังคับให้คนที่มีเงื่อนไขในชีวิตต่างกันต้องมีความเชื่อและแสดงออกแบบ เดียวกันเป็นการกระทำความรุนแรงในระดับลึกและแนบเนียนที่สุด
ขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มความหลากหลายทางเพศในสังคมไทยกำลัง อยู่ระหว่างการเรียนรู้เพื่อเติบโตอย่างมั่นคง เพราะมีอุปสรรคมาท้าทาย มีปัญหาให้ได้ขบคิดว่าจะสื่อสารต่อสังคมอย่างไรให้เข้าใจว่าในกลุ่มหลากหลาย ทางเพศเอง ก็ยังมีความหลากหลายของชุดประสบการณ์และวิธีคิด ไม่ต่างอะไรกับผู้หญิง และผู้ชาย ยิ่งกว่านั้น การวิพากษ์และตั้งคำถามตัวเองก็เป็นหนทางของการเติบโตอย่างชาญฉลาด ช่วยให้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนด้วยมุมมองที่ลุ่มลึกมากขึ้น
(บทความคอลัมน์เสียง สตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552)
ที่มา: http://whaf.or.th/content/193



