หลากหลายทางเพศ คือหลากหลายทางชีวภาพ
Last Updated on Sunday, 21 March 2010 Written by Administrator Sunday, 21 March 2010
หลากหลายทางเพศ คือ หลากหลายทางชีวภาพ
เขียนโดย สคส. เมื่อ อ, 10/27/2009 - 15:57
ธัญญา ใจดี
ข่าวเกี่ยวกับข้อจำกัดของ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอช 1 เอ็น 1 ที่ผลิตจากไวรัสเป็นทำให้หลายๆ คนที่รอความหวังวัคซีนมหัศจรรย์ผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะ รายงานข่าวจากหลายแหล่งระบุตรงกันว่าวัคซีนนี้ใช้ได้กับคนที่อายุ 2-49 ปี เท่านั้น และไม่สามารถใช้กับคนที่แพ้ไข่ เป็นโรคทางเดินหายใจ และผู้หญิงตั้งครรภ์ ในขณะที่กลุ่มคนเหล่านี้ควรได้รับวัคซีนเป็นลำดับแรก และในสหรัฐอเมริกาเองก็จัดให้หญิงตั้งครรภ์เป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ควรได้รับวัคซีน
ในตอนแรกที่รับรู้ข่าวนี้ ผู้เขียนก็มีอาการไม่ต่างจากคนไทยทั่วประเทศ อกหักกับวัคซีนตัวใหม่ แต่เมื่อได้มีโอกาสอ่านคอลัมน์ทางการแพทย์เรื่อง “ผู้หญิง ผู้ชาย ร่างกายต่างกัน เหตุใดรักษาเราแบบเดียวกัน” ในรีดเดอรส์ไดเจสท์ ฉบับเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็ทำให้เปลี่ยนความคิดแทบจะทันที และได้ข้อสรุปว่า แท้จริงแล้วร่างกายมนุษย์นั้นมีความแตกต่างกัน เราไม่ควรทึกทักไปเองว่าจะสามารถรักษามนุษย์ทุกคนด้วยวิธีการ หรือยาแบบเดียวกันได้ ข้อจำกัดของวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ฉุก คิดกันได้
ในคอลัมน์ดังกล่าวระบุว่า การที่ร่างกายของผู้ชายและผู้หญิงมีปริมาณฮอร์โมนและลักษณะทางพันธุกรรม บางอย่างแตกต่างกัน ทำให้ทั้งหญิงและชายมีกระบวนการเผาผลาญยาที่กินเข้าไปต่างกันด้วย นอกจากนั้น สมองของผู้หญิงยังมีลักษณะยืดหยุ่นกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจึงฟื้นตัวจากอาการโรคลมชักได้ง่ายกว่า จึงไม่แปลกที่ การศึกษาโดยคณะกรรมการอาหารและยาของอเมริการะบุว่าผู้หญิงและผู้ชายที่เป็น โรคหัวใจจะตอบสนองต่อการรักษาต่างกัน เช่น ผู้หญิงจะเจอกับปัญหาตกเลือดมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า ซึ่งนักวิชาการสรุปว่า ถ้ายาใช้ได้ผลกับผู้ชาย แต่กลับไม่ได้ผลในผู้หญิง ก็แสดงว่าในภาพรวมแล้วยานี้ได้ผลเพียงร้อยละ 50
ความรู้ทางการแพทย์นี้มีมานานแล้ว จะเห็นได้ว่า เมื่อสิบปีที่แล้ว สถาบันสุขภาพแห่งชาติของอเมริกาได้กำหนดเงื่อนไขในการรับทุนทำวิจัยของ รัฐบาลว่า งานวิจัยทางการแพทย์ชิ้นใดที่ต้องการศึกษาเรื่องอะไรก็ตามที่มีผลกระทบด้าน สุขภาพต่อทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ต้องทำการทดลองครอบคลุมทั้งสองเพศ หรือพูดง่ายๆ ว่าอย่าทึกทักว่าร่างกายผู้หญิงและผู้ชายนั้นเหมือนกัน
ที่ต้องระบุแบบนี้ ก็เป็นเพราะว่างานวิจัยส่วนใหญ่ในประเทศตะวันตก มักหลีกเลี่ยงการทดลองกับกลุ่มผู้หญิง เพราะมีความซับซ้อนมากกว่าการทดลองในผู้ชาย เช่น ผู้หญิงจะมีปัจจัยเรื่องฮอร์โมนที่มีระดับขึ้นลง การมีรอบเดือน หรือเข้าสู่วัยทอง และยังต้องระมัดระวังเรื่องการทดลองในผู้หญิงตั้งครรภ์หรืออาจกำลังตั้ง ครรภ์ ทำให้การวิจัยนั้นๆ สรุปผลได้ยาก งานวิจัยชิ้นนั้นก็มีค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย ซึ่งก็หมายความว่าไม่มียาตัวใดที่ผ่านการทดลองว่าได้ผล และปลอดภัยสำหรับคนทุกคน เราจึงมักเจอกรณีแพ้ยาจนถึงกับชีวิตได้อยู่บ่อยๆ
ในอเมริกาเอง นักวิจัยเริ่มมีความละเอียดอ่อนในเรื่องความแตกต่างทางร่างกายของชายและหญิง มากขึ้น โดยเริ่มจากสาขาด้านโรคหัวใจที่มองว่าผู้หญิงไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอ เพราะมักได้รับการรักษาและยาที่เหมือนกับผู้ชาย แต่ใช่ว่าผู้หญิงเท่านั้นที่เสียโอกาส ผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อของการเหมารวมเหมือนกัน เช่น ประมาณร้อยละ 12 ของคนไข้ที่มีปัญหากระดูกพรุนเป็นผู้ชาย แต่กลับมีการศึกษาเรื่องนี้ในผู้ชายน้อยมาก การรักษาก็เลยใช้แนวทางเดียวกับผู้หญิง เพราะมีผลการวิจัยมากกว่า หรือแม้กระทั่งการแพทย์ด้านอนามัยเจริญพันธุ์ในผู้ชายเองก็แทบจะไม่มีสาขา เฉพาะที่ศึกษากันแบบละเอียดเทียบเท่ากับสูตินรีแพทย์ของผู้หญิง
แม้ว่าคอลัมน์ทางการแพทย์นี้จะมีข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์อย่าง ยิ่ง เช่น นักวิจัยต้องเปลี่ยนแปลงแนวการทำวิจัยให้ครอบคลุมกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องเพศ เชื้อชาติ สีผิว และอายุ และโรงเรียนแพทย์เองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอบรมแพทย์ให้มีความละเอียด อ่อนต่อความแตกต่างทางสภาพร่างกายของแต่ละเพศด้วย แต่ดูเหมือนงานเขียนชิ้นนี้จะติดกับดักที่ดิ้นไม่หลุด เพราะกลายเป็นการทึกทักเอาว่าร่างกายผู้หญิงทุกคน หรือผู้ชายทุกคนเหมือนกันไปหมด ทั้งๆ ที่ผู้หญิงอเมริกา เอเชีย และแอฟริกาก็มีความแตกต่างกัน
นอกจากนั้น ข้อมูลการแพทย์อย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการจัดบริการสุขภาพต่อคนทุกกลุ่ม ซึ่งมีความหลากหลายมากกว่าเพียงแค่ผู้ชายและผู้หญิง ยังมีสาวประเภทสอง ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และหญิงรักหญิง ที่ต้องฝ่าด่านอคติของบุคลากรสุขภาพที่เชื่อในความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ไม่เคยเชื่อในความหลากหลายทางเพศ อคติที่มีต่อคนรักเพศเดียวกันเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการที่มนุษย์เราจะมีสุขภาพ ที่ดี เพราะเพียงแค่มีชีวิตทางเพศที่แตกต่าง ก็ทำให้ลังเลที่จะไปพบแพทย์แล้ว หรือถ้ารวบรวมความกล้าได้ ก็ไม่กล้าเอ่ยปากบอกรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตทางเพศตัวเอง แม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่สำคัญต่อการวินิจฉัยของแพทย์ก็ตาม
สิ่งที่เฟมินิสต์แนะนำไว้และน่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับคนทุกเพศ ได้ก็คือ การบ่มเพาะให้ผู้หญิงรู้สึกดีกับร่างกายทุกส่วนของตัวเองตั้งแต่เด็กๆ ให้เขาได้ลองสัมผัส เรียนรู้การทำงานของอวัยวะนั้นๆ โดยเฉพาะอวัยวะเพศ ถ้าไม่เชื่อ ลองทดสอบดูกับตัวเองได้ เมื่อ ได้เรียนรู้ร่างกายตัวเองจนไม่รู้สึกแปลกแยก จะช่วยเพิ่มอำนาจให้กับเจ้าของร่างกายนั้นได้อย่างมหาศาล เช่น รู้สึกเป็นเจ้าของร่างกายตัวเอง ไม่หวั่นไหวเมื่อร่างกายตัวเองไม่เหมือนคนอื่น และยังจะหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองอีกด้วย จึงเหมือนกับมีการทำวิจัยสุขภาพตัวเองอยู่ตลอด เมื่อไปพบแพทย์ก็จะรู้สึกว่าตัวเองและแพทย์ร่วมกันดูแลสุขภาพไปด้วยกันได้ เพราะเราเป็นฝ่ายมีข้อมูลเกี่ยวสภาพกับร่างกายตัวเองอยู่ในกำมือ
(บทความคอลัมน์เสียง สตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2552)
ที่มา: http://whaf.or.th/content/208



