สื่อไม่สุข... การนำเสนอที่ไม่แฟร์กับกะเทยไทย
Last Updated on Tuesday, 04 October 2011 Written by Administrator Tuesday, 04 October 2011
สื่อไม่สุข... การนำเสนอที่ไม่แฟร์กับกะเทยไทย
ฐิติญานันท์ หนักป้อ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจกรรมกะเทยมูลนิธิเอ็มพลัส
คณะทำงานเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย
จากภาพที่เราเห็นกันจนชินตา เรื่องราวของกะเทย/สาวประเภทสอง/ผู้หญิงข้ามเพศ ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อนั้น มักนำเสนอในด้านลบมากว่าด้านบวก สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากชุดความคิดความเชื่อ อคติคนในสังคม สถาบันต่างๆ ในโครงสร้างทางสังคม เช่นครอบครัว ชุมชน ศาสนา วัฒนธรรม/ประเพณี สื่อ กฎหมาย/นโยบาย สถาบันการศึกษา ฯลฯ ที่บ่มเพาะหยั่งลึกฝังราก จนยากนักที่จะแก้ไขหรือทำให้อคติบางเรื่องที่เกี่ยวกับชุดประสบการณ์เรื่องของ กะเทย นั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีทันใด และจากชุดความคิดความเชื่อนั้นส่งผลให้กะเทยถูกรังเกียจ ถูกมองว่าน่าขยะแขยง ลามก กามวิตถาร และมัวเมาในกามารมณ์ เราถูกตีตราและกีดกัน ถูกเลือกปฏิบัติอันเนื่องมากจากวิถีชีวิตทางเพศที่เราได้เลือกแล้วเรื่อยมา
สื่อมุมบวกที่นำเสนอหรือสะท้อนความจริงยังเป็นสื่อที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ และเกาะไปกับกระแสสิทธิมนุษยชนทีกำลังดังระเบิดในยุคปัจจุบันยุคนี้ ยุคที่หลายคนบอกว่า “ฉันมีสิทธิ อย่างนั้น สิทธิอย่างนี้ คุณอย่ามาคิดละเมิดสิทธินั้นเป็นอันขาด” แต่เพียงแขนงเล็ก แขนงน้อยที่มีความเข้าใจในวิถีชีวิตและตัวตนของกะเทยไทย ตราบที่ท่านยังมองเห็น เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันสื่อฯ ส่วนใหญ่ ยังคงหลับหูหลับตา หรือไม่ก็อาจมองเห็นแต่ทำเป็นไม่ให้ความสำคัญ มองข้าม ละเลย หรือมีผลประโยชน์ ผลกำไร ที่เป็นเชิงธุรกิจเข้ามาแทรกแซง จนหาจุดยืนของคำว่า “สื่อกลาง” มิได้เสียแล้ว ทั้งๆที่เจตนารมณ์ของการเป็นนักสื่อสารมวลชลสู่สาธารณะ นักสื่อสารมวลชลมีบทบาทและความสำคัญในการร่วมจรรโลงสังคมด้วยซ้ำ ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา และเป็นจริง รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนความรู้ชุดใหม่เพื่อจะไปปรับแก้หรือปรับเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความเชื่อชุดเดิม ที่ผิดๆ เดิมๆ ขาดหลักเหตุและผล เพื่อสร้างความเสอมภาค และเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคมแห่งนี้ แต่ที่ผ่านมาในอดีต ยังน้อยนิดไม่ว่าจะเป็นนักสื่อสารมวลชน นักข่าว นักพูด นักเขียน นักวิจารณ์ นักวิชาการ แพทย์ หรือรวมไปถึงตัวของกะเทยเองยังขาดองค์ความรู้ เครื่องมือในการสื่อสารและโอกาสในการพูดเรื่องราวที่ถูกต้องแก่บุคคลในสังคมไทย
เราคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านการนำเสนอในสื่อสาธารณะทั่วไป เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ วารสารนิตยสาร โทรทัศน์ วิทยุชุมชน ภาพยนตร์ ละครสั้น ฯลฯ มิได้เกิดจากอคติ เพียงอย่างเดียว องค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศที่หลากหลาย ที่คอยสนับสนุนก็ยังไม่เพียงพอ การให้ความรู้ความเข้าใจ ในวีถีเพศ ผ่านกระบวนการอบรม ผ่านการทำงานแบบภาคีร่วมกันระหว่างองค์กร ความหลากหลายทางเพศ หรือองค์กรที่เกี่ยวกับสิทธิของกะเทยกับสื่อก็ถือว่าน้อย นี่อาจเป็นช่องว่างของปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ก็เป็นได้ รวมไปถึงการเหมารวมพฤติกรรมบางส่วนของกะเทยกลุ่มหนึ่ง กับทั้งหมดว่า ถ้าพูดถึงกะเทยก็คงหนีไม่พ้น ความผิดปกติทางจิตใจ พลาสติก ตัวตลก ดอกไม้เทียม สวยแต่ไม่หอม เลี้ยงผู้ชาย เสียงดัง แต่งตัวโป๊ ลักขโมย บ้านแตกครอบครัวมีปัญหา ผิดหวังกับความรักจึงเบี่ยงเบน เป็นเรื่องของเวรกรรมในชาติปางก่อน ฯลฯ หนีไม่พ้นเรื่องเหล่านี้ ใช่หรือไม่? แสดงให้เห็นการให้คุณค่าและคำจำกัดความที่เป็นเพียงด้านเดียว และกรณีข้างต้นก็ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำอีกจนอดีตถึงปัจจุบัน เรื่องราวเห็นชัด ๆ บ่อย ๆ ในสื่อที่เราคิดว่าไม่แฟร์กับเราก็อย่างเช่น...
ละครสั้นบางตอนยังนำเสนอภาพลักษณ์ของกะเทยในลักษณะเสียงดัง เห็นผู้ชายไม่ได้ต้องกรี๊ดกราด และแสดงพฤติกรรมที่ส่อเสียดไปทางอนาจารเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็ตัวละครในเรื่อง เวลาเห็นกะเทยหรือตื่นมารู้ว่าตัวเองนอนกับกะเทยก็รู้สึกขยะแขยง รังเกียจ รีบหนีไปให้ไกล เพราะอับอาย กลัวคนจะเห็น และภาพของกะเทยเองก็เป็นชายแต่งหญิงมีหนวดเครา แต่งตัวดูแล้วน่าสลดใจ เช่นโฆษณาก๊อกน้ำ ยี่ห้อหนึ่งในโฆษณา ซึ่งเราดูแล้วรู้สึกแย่ รู้สึกผิดแปลก เพราะการนำไปเปรียบเทียบกับพริตตี้สาวสวยแล้ว มีคำถามตามหลังให้คุณเลือกเอาว่าจะเอาแบบไหนถึงมีความสุขกว่า ดั้งนั้นชัดเจนเลยว่าไม่ว่าจะละคร ภาพยนตร์ โฆษณา กี่เรื่องกี่ช่อง มันเป็นการนำเสนอแบบเดียวกันหมด
เนื้อเรื่องในภาพยนตร์บางตอนหรือเนื้อเพลง บางเพลงยังผลิตซ้ำเป็นเนื่องนิด การใช้ชีวิตคู่ของกะเทยกับคู่ ในลักษณะผิดหวังกับความรัก ยกตัวอย่างเพลงน้ำตาสีม่วง ซึ่งเห็นชัดว่ากำลังตอกย้ำความเป็นกะเทยที่รันทดในชีวิตคู่ หรือเป็นของปลอมเป็นรองสตรี ทุกรูปแบบ ก็ต้องทำใจถ้าจะโดนหลอกโดนทิ้งให้อยู่คนเดียว ผู้ชายก็เอาเงินไปปรนเปรอผู้หญิง หรือแม้กระทั่งต้องหาเงินเลี้ยงผู้ชายเพื่อให้ความรักและชีวิตคู่ยังคงอยู่ต่อไป
การนำเสนอลักษณะนี้เป็นการตีตราและกำลังส่งสารไปถึงผู้เสพสื่อ เกิดการเข้าใจและค่านิยมที่ผิด ถึงแม้เรื่องราวเหล่านี้ข้างต้นจะเคยเกิดขึ้นกับคู่ชีวิตของกะเทยบางคู่ แต่ไม่ใช่กับคู่ชีวิตหรือคู่รักทุกคู่เสียที่ไหน และถ้ามองเป็นกลาง เรื่องราวเหล่านี้ก็เกิดขึ้นกับคู่รักต่างเพศหรือคู่รักในรูปแบบอื่นๆ ได้เช่นกัน
มาพูดถึงเรื่องการนำเสนอในบทบาทตัวละครในภาพยนตร์ หลากเรื่องหลายตอน กะเทยยังเป็นตัวสร้างสีสันเป็นตัวตลก ในบางเรื่องบางโฆษณาทางโทรทัศน์ และที่มากไปกว่านั้น ตัวละครที่สวมบทบาทก็ไม่ได้เป็นกะเทยมีการนำเอานักแสดงชายหรือพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นชายรักต่างเพศ มารับบทบาทกะเทยในเรื่องซึ่งทั้งการแต่งตัว คำพูด อากัปกิริยา พฤติกรรม มักเกินความเป็นจริง การเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์เป็นความใฝ่ฝันของหลายๆ คนไม่ใช่เฉพาะพวกเรา เพราะเป็นที่ยอมรับ เป็นบุคคลที่สร้างสีสัน รอยยิ้ม และเป็นวิชาชีพหนึ่งเพราะนั้นเป็นสิทธิของบุคคลที่จะสามารถสร้างสรรค์ได้ แต่ลองสังเกตทุกวงการหรือทุกสถาบัน สร้างภาพความตลกเหล่านี้ ย้ำๆ ทำให้กะเทยเองก็เชื่อว่างานที่พวกเค้าจะทำได้ก็เป็นงานที่เกี่ยวกับงานบันเทิง ร้องเล่นเต้นโชว์ไปเสียหมด ทั้งๆที่สามารถทำงานทุกรูปแบบ โดยใช้ศักยภาพและความพร้อมในการประกอบอาชีพการงานของกะเทย ก็ไม่ได้ด้อยแต่ทำไมไม่มีโอกาส สาเหตุหนึ่งของปัญหาที่เราไม่สามารถเข้าถึงงานที่สามารถทำได้ อาจเกิดจากการหล่อหลอมและนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ด้วยเป็นอีกปัจจัยที่มีผลกระทบกับพวกเรา
ทำไม? การประกวดกะเทย ถึงมีนางงามพยายามสวย ธิดากรรมกร นางงามตลกโป๊กฮา ถามว่าเวลาการประกวด มิสฯ ต่างๆของเวทีผู้หญิง มีรางวัลลักษณะนี้หรือไม่? การผลิตซ้ำเรื่องราวเหล่านี้ บางครั้งตัวเกย์ กะเทยเอง ก็เป็นคนกำหนดบทบาทเสียเอง เช่นผู้กำกับหลายท่านๆ ดารานักแสดงหลายคน ที่เป็นความหลากหลายทางเพศก็ยังตรอกตราความเป็นตัวเองให้คนอื่นหัวเราะผ่านสื่ออยู่บ่อยๆ หรือผู้กำกับภาพยนตร์ที่เป็นเกย์ กะเทยก็ยังนำเสนอความตลกเพียงเพื่อ ผลประโยชน์หรือผลกำไร ส่วนตนแต่ทำลายภาพลักษณ์และเกรียติยศ ศักดิ์ศรี ของกะเทยทั้งประเทศอย่างเป็นวงกว้าง
พาดหัวข่าวบนสื่อ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ยังมีภาพเหมารวม เช่นภาพกะเทยคนหนึ่งก่อเหตุชิงทรัพย์ยายของดารา-นักร้องชื่อดัง เมื่อไม่นานมานี้ วันนั้นหนังสือพิมพ์หลายฉบับพาดหัวตัวใหญ่ “กะเทยชั่ว/กะเทยใจทราม” ฟังแล้วถ้าหากเป็นเรานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้าๆ อากาศดีๆ ก่อนไปทำงานคงทำให้เสียอารมณ์ไปทั้งวันอย่างแน่นอน เพราะกลับกลายว่าประโยคนั้นดูเหมารวมพวกเรา กะเทยไทยทั้งประเทศโดนหมดไม่ว่าจะอยู่แห่งหน ตำบลใด เหมือนเรามีส่วนรู้เห็นเป็นใจ และเกี่ยวข้องกับคดีนี้ มันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะมีคนดีและเลว ปะปนกันไป กะเทยก็คือคนคนหนึ่งมีดีและเลวเหมือนกัน แต่การพาดหัวตัวใหญ่เพื่อหวังให้เป็นข่าว หวังให้เป็นจุดดึงดูดของผู้อ่าน เป็นจุดขายของสื่อชนิดนั้น แก่ผู้ที่เสพสื่อ คงเป็นจำนวนไม่น้อยที่หนังสือพิมพ์ที่ผลิตต่อวัน เป็นล้านๆ ฉบับ เข้าถึงคนทุกระดับการทำงาน คนทำสื่อไม่ได้คำนึงเสียเลย กับผลกระทบทางสังคมต่อวิถีชีวิตกะเทย พวกเราอยู่ในบ้าน อยู่ชุมชน อยู่ในตลาด อยู่ในโรงพยาบาล อยู่ในโรงเรียน อยู่ในสำนักงานเฉกเช่นท่าน คำพูดเหล่านี้เป็นการทำร้ายพวกเราทางตรงและทางอ้อม โดยที่พวกเราไม่สามารถปริปาก โต้แย้ง เห็นค้าน หรือแก้ข่าวได้เลย เป็นสื่อสารทางเดียวที่ทรงอำนาจเหลือเกิน คงยากมากที่จะไปไล่สร้างความเข้าใจกับคนไทย 60 กว่าล้านคนให้ใช้วิจารณญาณเสพสื่อนี้ได้ทั้งหมด
พวกเรารวมถึงดิฉันอยู่ในชุมชน มีญาติ มีเพื่อน มีคนรู้จัก มีครอบครัวอยู่ในชุมชน แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้เชียงใหม่ เกย์ไพรด์ ทำให้ดิฉันและเพื่อนๆ ไม่มีทางลืมวันนั้นได้ ก่อนวันงานหนึ่งวัน มีคนที่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ ใช้สื่อวิทยุชุมชนปลุกปั้น ระดมคน มอมเมาประชาชนด้วยอคติ การเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน ให้ลุกขึ้นมาต่อต้าน อ้างว่าเป็นการทำลายสิ่งดีงามวัฒนธรรมความเชื่อของล้านนา พูดบอกว่าพวกเราเป็นพวกขึดบ้านขึดเมือง ไม่ต่างอะไรกับตัวกาลกิณี ทั้งๆที่พวกเรากะเทยหลายๆ คนคือลูกคือหลาน ของพวกเค้าเหล่านั้น ดิฉันเชื่อว่าการเมืองคืออีกเรื่องหนึ่งที่เข้ามาในกระแสของช่วงเวลานั้น แต่สิ่งที่ยิ่งไปกว่านั้น คือสื่อวิทยุชุมชนในท้องถิ่น มีผลมากกว่าสิ่งใดๆ คำพูดด่าทอ หมายปองจะเอาชีวิต ทำร้ายร่างกาย ส่อไปถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างในชุมชน ที่วันใดวันหนึ่งจะเหมือนยักษ์ที่ตื่นจากการหลับใหลมาช้านาน มันฝังอยู่ในตัวคนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย จะพูดอย่างไรดี นี่คือประเทศไทย ประเทศที่เราเกิด เราอยู่อาศัย มาอย่างปกติสุข เพียงแค่สิ่งที่ฉันอยากจะเป็นและฉันมีความสุขที่ได้เป็น โดยคนอื่นก็ไม่ได้เดือดร้อนด้วยกับสิ่งที่พวกเราเป็นมันถึงขนาดจะฆ่าแกง กันได้อย่างนั้นหรอ ?
สื่อวิทยุปลุกระดมในครั้งนี้ มันทำให้คนที่จะเปิดเผยตัวตนความเป็นคนหลากหลายทางเพศ เกิดความสั่นคลอน ในการจะใช้ชีวิต ทำให้กะเทยหลายคนซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่ชัดเจนมาก เห็นได้ชัดเจนอย่างที่สุดว่าใครคือกะเทย ต้องรู้สึกไม่ปลอดภัยในการดำรงชีวิต โดยที่กฎหมายบ้านเมืองช่วยอะไรไม่ได้เลย บทเรียนครั้งนี้ทำให้เห็นถึงอำนาจสื่อสารท้องถิ่นที่มีความรุนแรงถึงขั้นชีวิต ต่อคนที่มีความหลายหลายทางเพศในชุมชน ซึ่งเป็นสถาบันรากหญ้าและเป็นพื้นฐานของสังคมไทย แน่นอนว่าอัตลักษณ์ที่ชัดเจน การแต่งตัว รูปลักษณ์ภายนอก การใช้ชีวิตที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ย่อมสุ่มเสียงต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบโดยตรง การเกลียดกลัวไม่ยอมรับ ของคนที่พูดแบบเดียวกัน ภาษาเดียวกัน ทานอาหารเหมือนกัน มันยังฝังรากลึกเข้าไปในจิตใจ จิตวิญญาณของคนที่ยังไม่เข้าใจในองค์ความรู้เรื่อง เพศ เพศภาวะ และเพศวิถีของพวกเรา ถ้าคนยังไม่เข้าใจในเรื่องดังกล่าว การที่จะให้มาเคารพสิทธิความเป็นคนของกันและกันนั้นคงยากยิ่ง
ประเด็นกะเทยที่เห็นอยู่บ่อยๆ คือ ประเด็นที่ว่า เมื่อเป็นกะเทยแล้วคุณจะต้องสวยเท่านั้น เป็นประเด็นอีกด้านที่ดีที่สุดในความคิดของคนทุกเพศ ทุกวัยที่อยากเป็นคนสวย เพราะสวยกว่า ย่อมมีโอกาสมากกว่า ทำให้คนทุกคนดิ้นรนที่จะทำให้ฉันสวย หล่อ อยู่เสมอๆ แต่บางครั้งความสวย ก็อันตรายและก่อผลลบ ให้กับคนทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่ของสังคมเป็นคนหน้าตาธรรมดา ไม่ได้สวย ภาพของมิสฯ ต่างๆ ในสื่อ อาชีพบางอาชีพเช่นแอร์โฮสเตส พนักงานต้อนรับ เป็นงานที่คนสวยทำกัน และก็มีกะเทยหลายคนได้มีโอกาสได้ไปยืนจุดนั้น แต่เพียงมองเป็นกลางก็เห็นว่ามันก็เสอมภาคกันดี แล้วทำไมถึงเอามาเป็นประเด็นที่สื่อต้องปรับปรุง คำตอบก็เพราะว่า สื่อก็เสนอแต่ภาพที่สวย สวย สวย อย่างเดียว นำมาออกรายการ ท๊อกโชว์ รายการเปิดประเด็น และก็ซักถาม ทำไมสวยจัง และประโยคที่ได้ยินก็บอกว่าสวยกว่าผู้หญิงจริง ๆ เสียอีก แล้วอะไรคือจริง อะไรคือไม่จริง อะไรคือแท้ไม่แท้ มันกำลังเป็นการให้คุณค่าหรือ? บางประโยคถามว่าทำมาเท่าไหร่กัน หมดเยอะไหม? กะเทยที่สวยได้เพราะศัลยกรรมเท่านั้น มันกลายเป็นว่าการอยากรู้อยากเห็นเกินทำให้กะเทยต้องอึดอัดในการตอบ หลังการสัมภาษณ์มีเสียงปรบมือชื่นชม แต่เมื่อลองดูภาพรวมที่กว้างมากขึ้น กะเทยที่ไม่มีโอกาส ไม่มีเงิน ไม่สามารถศัลยกรรมได้ ต้องดิ้นรนสุดแรงเกิดเพื่อให้ได้สวยกับเค้าบ้าง เอาเป็นว่าคนไหนที่ไม่สวย ไม่เฟอร์เฟค ทุกกระเบียดนิ้ว คุณแพ้ตั้งแต่เริ่มแล้ว คำถามคือ มันวัดกันอย่างนั้นอย่างเดียวหรือป่าว หรือวัดกันตรงความสามารถด้วยไหม ภาพของกะเทยที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงานด้านอื่นๆ ทำไมไม่เคยคิดจะนำเสนอบ้าง เอาความสวยเป็นตัวชูโรงอย่างเดี่ยวเพื่อความน่าสนใจ เพื่อความแปลก เพราะผู้ชายสวยก็มีในโลกด้วย สรุปแล้วเป็นดาบสองคมหรือเปล่า อาจต้องช่วยกันพิจารณาประเด็นดังกล่าวด้วย
การนำเสนอประเด็นกะเทยเป็นคน ปากจัด แรง อารมณ์ร้าย จริงหรือที่กะเทยในสื่อมีบุคลิกที่แรง ร้าย อิจฉาริษยา ด่าว่ากัน จนมีคนบอกว่า “อย่าไปต่อปากต่อคำกับกะเทย เพราะยังไงก็แพ้อยู่วันยังค่ำ ” บุคลิกแบบนี้ คนสังคมเพศอื่นก็เป็นกันนิ อาจมองไม่ชัดเพราะการนำเสนอภาพผู้หญิงแรงๆก็มี สิ่งที่ยากหน่อยในการวัดผล พฤติกรรมของคนทุกวันนี้ ได้รับผลกระทบจากสื่อค่อนข้างมากมันแทรกซึม และส่งผลถึงพฤติกรรมได้ ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อลงไปคลุกคลี หรือไปสังเกตเพื่อน ๆน้อง ๆ แต่ละคนก็คิดว่าเป็นกะเทยต้องแรงไว้ก่อน วีนไว้ก่อน การนำเสนอแบบนี้อาจมีผลมีส่วนกับจิตใจและพฤติกรรมของคนได้เช่นกันไม่ว่าจะเป็นเพศไหน
นักวิชาชีพที่มีความชำนาญทางสังคมหลายแขนง หรือแม้แต่ครูบาอาจารย์ผู้ปกครองด้วยเวลา ออกสื่อมักพูดหรือแสดงความคิดเห็นว่า คนพวกนี้นะมี พรสวรรค์ ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ก็ได้อย่างเสียอย่างและพรสวรรค์นั้นคือเรื่องที่ความชำนาญของกะเทยหลาย ๆ คนมีความประณีต ละเอียดละออกับการทำงาน อะไรซักอย่าง เช่นแต่งหน้า จัดดอกไม้ ทำชุด ฯลฯ ความจริงแล้วเราคงไม่ใช่มนุษย์พิเศษ X-Men หรือต่างดาวอะไรจากที่ไหน ทุกคน ทุกเพศก็มีทั้งพรสรรค์ที่เกิดจากพรแสวงกันทั้งนั้น แต่ถ้ามองกลับกันมันก็เป็นมุมด้านบวกที่ได้มานำเสนอชื่นชมในความสามารถของพวกเรา แต่ไม่ได้เฉพาะงานในลักษณะนี้เพียงอย่างเดียว การมีโอกาสให้พวกเราได้ประกอบสัมมาอาชีพด้านอื่น ๆ กะเทยไทยก็สามารถทำได้ทุกงาน ทุกภาคส่วนได้เหมือนกัน
มีหลายรายการกลัวเด็กและเยาวชนลอกเลียนแบบความเป็นกะเทยจากสื่อที่เด็กและเยาวชนดู ความคิดความเชื่อว่าเวลานำเสนอเรื่องราวของกะเทยมาก ๆ ต่อสาธารณะ คนดูผู้ชมโดยเฉพาะที่เป็นเด็กและเยาวชนชาย ที่เค้ากำลังเลือกว่าจะเป็นเพศไหนอย่างไรนั้น อาจเกิดการเลียนแบบพฤติกรรม ความจริงแล้วความคิดเหล่านั้นดูไปเหมือนกับว่าไม่เชื่อมั่นในความคิดและการแยกแยะของเด็กและเยาวชน ยังดูถูกและมองว่าเด็กและเยาวชนเหล่านั้น ด้อย ชักจูงง่าย และไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรือตัดสินใจเลือกอะไรได้ ต้องให้ผู้ใหญ่ทำให้เสมอ ลองถามว่าเราในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้ปกครองด่วนตัดสิน เด็กเยาวชนไทยมากไปไหม
มั่นใจได้เลยว่าความเป็นกะเทยคือสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เฉกเช่นความเป็นชาย-หญิง เกย์ ทอม ดี้ หญิงรักหญิง และอื่น ๆ จะพาไปรักษาก็ไม่หายหรอก หรือจะพาไปให้รถชนให้ฟื้นกลับมาเป็นผู้ชาย ก็คงยาก พอดีเห็นสื่อรายการหนึ่งเป็นรายการดังพอสมควร เอาเรื่องนี้มานำเสนอฮืออากันมาก ด้วยพาดหัวสกู๊ป “ตู้มเดียวหายเป็นกะเทย” ดูแล้วก็แอบขำ แต่ก็สลดใจกับเรื่องราวที่ดู จะให้กะเทยบอกซักกี่ครั้งว่าความเป็นกะเทยอยู่ที่จิตใจ จิตวิญญาณ มีความเป็นคนคนหนึ่งปกติ ทุกอย่าง 32 ประการ สติสัมปชัญญะ ครบ ไม่ได้เป็นโรค ไม่ได้ป่วย ไม่มีต่อมกะเทยอยู่ในหัวสมองส่วนใดที่เมื่อได้รับความกระทบกระเทือนแล้วจะกลับกลายเปลี่ยนแปลงไปเป็นอื่นได้ อย่างทีแพทย์โรงบาลชื่อดังหนึ่งรับรองในรายการดังกล่าว กะเทยไม่ใช่โรคติดต่อด้วย เพราะฉะนั้นสื่อหลาย ๆ แขนงที่กำลังจะนำเสนอเรื่องราวพวกเราและลังเล ว่าจะเกิดผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ก็จงยืนหยัดด้วยอุดมการณ์ที่แน่วแน่ในการนำเสนอต่อไป ถ้ามันสามารถเลียนแบบได้ในภาพยนตร์ หรือละครคนที่สวมบทบาท หลังจากปิดกองแล้วก็คงเปลี่ยนเป็นกะเทยไปหมดทั้งประเทศเสียแล้ว
นี่อาจเป็นคำถามที่ต้องกลับมาถามเราเอง มาคิดว่าเมื่อเด็กและเยาวชนดูสื่อที่มีกะเทยออกสื่อด้วยแล้วเฉพาะภาพยนตร์ หรือละครในโทรทัศน์ และจะทำให้เด็กเหล่านั้นเบี่ยงเบนตาม ถ้าเป็นการเลียนแบบอย่างว่าได้ เยาวชนทั่วไปทั้งประเทศก็คงเป็นโจร เป็นขโมย เป็นคนชั่วกันหมดแล้ว เพราะดูหนังดูละครที่มี การต่อสู้ เมียน้อยเมียหลวง ฆ่ากัน ข่มขืนกัน ซึ่งอย่าปฏิเสธว่าเห็นกันอยู่จนชินตา แทบทุกวัน
กะเทยกับกฎแห่งกรรม พวกเราคนที่เกิดมาเป็นกะเทย หรือคนหลากหลายทางเพศ เป็นเวรเป็นกรรมชาติก่อนที่ทำไว้ ศาสนาพุทธเองมีความเชื่อเรื่องเหล่านี้อยู่มากพอสมควรและจะถูกสอนมาต่อกันรุ่นสู่รุ่น ดิฉันเคยได้ยินพ่อพูดตอนยังเป็นเด็กและเปิดเผยต่อครอบครัวว่าเป็นกะเทย พ่อจะบอกว่าเป็นเวรกรรมที่พ่อทำไว้ตอนเป็นหนุ่ม ๆ ไปแกล้ง ไปเตะ กะเทยลูกจึงเกิดมาชดใช้กรรม แบบนี้ และที่สำคัญก็ลูกเองนั้นแหละเป็นกะเทยทั้งคู่ซึ่งทุกวันนี้แบ่งเบาภาระทางบ้านเสมอมา หรือในรายการบางรายการจับเข้าคุยกันว่าคนที่เป็นแบบนี้ชาติก่อนผิดศีลข้อ 3 ไปแย่ง ลูกแย่งเมีย เค้ามา ชาตินี้ก็เลยต้องอาภัพรัก หรือเป็นรักที่ทุกข์ทรมานอยู่แบบนี้ โดนทิ้งโดนหลอก สังคมไทยสมัยไหนผ่านมานานเท่าไหร่ กี่พัน กี่หมื่นปีก็ตาม ยังมีความคิดความเชื่อเรื่องนี้อยู่ เป็นเพราะทัศนคติที่ถูกสร้างจากคนรุ่นสู่รุ่น บอกเล่า สั่งสอนกันมาก รวมถึงโครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วยสถาบันต่าง ๆ ถ่ายทอดภาพกะเทยเชิงลบมากกว่าเชิงบวก และแรงศรัทธา เลื่อมใสในศาสนา ซึ่งดิฉันก็พุทธศาสนิกชนคนหนึ่งเช่นกันที่นับถือมาโดยตลอด ยังหนีไม่พ้นเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ยึดถือเรื่องเวรกรรม บาปบุญ เป็นแรงพลังในการกดทับพวกเราให้จมดินลงไป โดยไม่มีรูที่จะหายใจด้วยซ้ำ
หลาย ๆ ประโยคในสื่อเกือบทุกแขนงเวลาเชิญกะเทยไปออกรายการทีวี เล่าเรื่องชีวิตตัวเองให้คนฟัง นอกจากเรื่องสวยไม่สวยแล้ว อีกคำที่ว่าต้องถาม คือ แปลงเพศแล้วหรือยังประโยคนี้ ไปดูย้อนหลังตามสื่อต่าง ๆ ได้เลยเกือบทุกรายการทุกเทปจะมีคำถามนี้ไม่ทราบว่าความคาดหวังกับคำตอบในคำถามนี้คืออะไรจากผู้ดำเนินรายการ หรือจะให้พวกเราตอบแบบไหนเพื่อเรดติ้งรายการจะได้กระฉูด ส่งผลถึงคนทั่วไปที่พอเสพสื่อนั้นแล้วเวลาเจอกะเทยที่เป็นเพื่อน เป็นญาติพี่น้องก็จะถามแบบนี้ ทั้ง ๆ การแปลงไม่แปลงเพศมันก็เป็นสิทธิของเรา เป็นเนื้อตัวร่างกายของเราที่ใครจะบอกหรือจะทำอะไรกับตัวเองก็ได้ไม่ใช่หรือ ทำให้กลายเป็นว่าเอาไปออกสื่อเพื่อนำเสนอเรื่องราวที่สร้างสรรค์หรือเอาไปเชือดกลางเวทีด้วยวาทกรรมกันแน่ หรือกะเทยแปลงเพศเท่านั้นหรือ คือกะเทยดีศรีสังคม มีโอกาส มีสิทธิมีเสียงมากกว่าหลาย ๆ คนที่เลือกจะไม่แปลง กะเทยแปลงเท่านั้นหรือจะได้รับการยกย่อง เชิดชู และเป็นกะเทย 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนหลาย ๆ คนบอก เป็นกะเทยสมบูรณ์แบบ เรากำลังบอกกับสื่อมวลชลว่า โมเดลกะเทยไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียวอย่างที่คุณเห็นหรืออย่างที่คุดคิดกัน มันมีอีกหลายแบบ มันหลากหลายและลื่นไหล การแปลงเพศหรือไม่แปลงเพศไม่ใช่บริบทเดียวที่เป็นบทพิสูจน์ความเป็นกะเทย แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนทุกคนมากกว่า และการแปลงเพศเองก็ไม่ได้แปลงเพราะเรารู้สึกว่าต้องรักษาโรค หรือมีอาการผิดปกติแต่อย่างใด การที่เราจะตัดออกก็เมื่อมันเป็นมะเร็ง มันเป็นเนื้อร้ายและจำเป็นต้องตัดและถ้าไม่ตัดออกคือต้องตาย ดิฉันมั่นใจเหลือเกินว่าเมื่อเอาไมค์โครโฟนไปจ่อปากน้อง ๆ ที่จะทำการผ่าตัดหลาย ๆ คน ณ วินาทีนั้น ทุกคนมีความสุข ที่ตนเองได้เลือกและตัดสินใจที่จะผ่าตัดแปลงเพศ มันเป็นเรื่องความพึงพอใจเสียมากกว่า วันนี้มีกะเทยที่มีเงินเก็บมากมายในบัญชีธนาคารแต่ก็ยังยินดีและมีความสุขกับตรงนั้นอยู่โดยไม่รู้สึกรังเกียจ หรือคิดว่ามันเป็นส่วนเกิน เพราะฉะนั้นความสุขมิใช่หรือ? ที่จะเอามาใช้เป็นตัววัด ในการใช้ชีวิตทางเพศ ไม่ใช่ สรีระร่างกาย หรือเครื่องเพศที่จะนำมากำหนดแต่ประการใด
นี่หรือสังคมไทย สังคมน้ำใจงาม รอยยิ้มสยาม มีหลายคนบอกว่าเป็นสังคมแห่งการเอื้อเฟื้อ เกื้อดรุณ ซึ่งกันและกัน เป็นเมืองพี่เมืองน้อง เคารพซึ่งกันและกัน แต่ทำไมเรื่องราวเบื้องต้นอีกหลาย ๆ เรื่องที่ดิฉันหยิบยกมาข้างต้น เล่าสู่กันฟัง ถ่ายทอดบทความนักปฏิบัติในพื้นที่ ผ่านงานเสวนาครั้งยิ่งใหญ่ เพศวิถีศึกษาครั้งที่ 3 ทุกเรื่องที่เล่ามาเห็นถึงการ ละเมิด เหมารวม ตีตรา ให้คุณค่าที่ด้อยลง หรือแม้กระทั่งก่อให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นทำร้ายร่างกายและเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตของพวกเราคนที่เป็นกะเทยในสังคมไทยแห่งนี้ และมีคำถามตามมาว่าสถาบันไหนในโครงสร้างของสังคม ที่มีอำนาจมหาศาล ทั้งอำนาจทำลายล้างศักดิ์และศรีของความเป็นคน และสามารถเชิดชูเกรียติยศของบุคคลให้เป็นมหาอำนาจได้ในค่ำคืนเดียว ดิฉันคิดว่าคงหนีไม่พ้นอำนาจของสถาบัน สื่อ ที่เข้าถึงคนและเปลี่ยนความคิด ความเชื่อของคนได้เร็ว และเป็นวงกว้าง ชั่วค่ำคืนเดียวได้ เรื่องราวที่เกิดขึ้นข้างต้น โดยส่วนใหญ่ขัดหลักสิทธิมนุษยชน ที่เป็นหลักสากลอยู่สุงกว่ากฏหมายและข้อบังคับใด ๆ หลากหลายเนื้อเรื่องสรุปเป็นแก่นสาระสำคัญ ว่าคนไทยเองในฐานเป็นคนผลิตหรือคนนำเสนอสื่อเองยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกะเทยไทยใช่หรือไม่? หรือเกิดจากอคติของคนที่มีต่อพวกเรานั้นเอง ยังเป็นข้อถกเถียงกันในกลุ่มคนทำงานเรื่องเพศ เรื่องสิทธิของกะเทย แต่แม้ว่าต้นตอปัญหาที่ทำให้เกิดความรุนแรงในการนำเสนอผ่านสื่อในเรื่องราวของกะเทยจะมากมายมหาศาลหลากหลาย แค่ไหนก็ตามคนทำงานก็ยังมีเชื้อไฟในการทำงานลุกโชน อยู่ตลอดเวลา วันนี้มีกะเทยนักกิจกรรม นักวิชาการ นักพูด นักเขียน นักสังคม นักจิตวิทยา และอีกมากมาย กำลังพยายามส่งเสียงให้พวกเราได้ยินกัน เพียงแต่ว่ายังน้อยนิดถ้าเทียบกันคำว่า สังคม การทำงานกับเครือข่ายสื่อมวลชล ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้มีกะเทยท่านหนึ่งคือ คุณเปรมปรีดา ปราโมทย์ ณ อยุธยา ท่านก็พยายามทำงานกลับสื่อในวงการ เป็นรุ่นบุกเบิกก็เป็นได้ เพื่อที่จะพยายามทำความเข้าใจ และให้ความหมายใหม่ที่เป็นตัวตนของกะเทย มีพี่ๆ สื่อมวลหลายแขนงเห็นความสำคัญของเรื่องราวเหล่านี้ ให้การตอบรับการทำงานร่วมกันเป็นภาคีการทำงานระหว่างคนทำงานเรื่องสิทธิของกะเทย กับสื่อมวลชลทำให้ช่องว่างนั้น จากวงกว้างแคบลงมาหน่อย แต่ก็เหมือนยังไม่ทันถึงวันฟ้าใส ก็มีการนำเสนอเรื่องราวที่ไม่แฟร์กับพวกเราออกมาอีก สังเกตภาพยนตร์ช่วงหลัง 2-3 ปีมานี้ ไม่ทราบว่าเป็นศักราชของหนังที่มีกะเทยเกือบทุกเรื่อง และแต่ละเรื่องก็มาแนวเดิม ตลก โปกฮา เต็มที่ สร้างภาพตอกย้ำเข้าไปทุกขณะ
ทำไม? ยังไม่มีกฎหมายที่มาจากกระทรวงใช้บังคับ และเล็งเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนของคนที่หลากหลายทางเพศเสียที ยังจะปล่อยปละละเลยอย่างนี้ต่อไปหรือ ? หรือต้องรออีกนานแค่ไหนต้องรอจนกว่าจะมีกะเทยเป็นตัวแทนใน กระทรวงหรือสถาบันที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย ถึงจะมีเรื่องราวเหล่านี้ถูกบรรจุเป็นลายลักษณ์อักษร ชัดเจนได้ เรื่องราวการต่อสู้เพื่อรักษาซึ่งศักดิ์ศรี และความเป็นคน ยังคงต้องก้าวต่อไป คงไม่ใช่กะเทย 5 คน 10 คน ที่ลุกมาเป็นแนวร่วมในการทำเรื่องนี้ แต่ก็ต้องอาศัยเสียงของกะเทยทั้งประเทศด้วยเช่นกัน รวมถึงเครือข่ายเพื่อนของกะเทยไทย ชาย-หญิง-เกย์-ทอม-ดี้ และเพศอื่น ๆ เป็นภาคีและร่วมสนับสนุน ยุติความรุนแรงที่มากจากสื่อทุกรูปแบบ รวมถึงคนทำงานสื่อทางสังคมทุกแขนงที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณ ทำแบบเข้าอกเข้าใจและพึงระลึกถึงเรื่องความอ่อนไหวและสิทธิมนุษยชน มีความเข้าใจเป็นอย่างดีในประเด็นกะเทย เวลาจะผลิตหรือนำเสนอเรื่องราวของพวกเราด้วย
การผลักดันในทุกระดับ โดยเฉพาะประเด็นนโยบายกฎหมายที่เป็นรูปธรรมเป็นสิ่งสำคัญ บังคับใช้กับสื่อทุกรูปแบบที่กระทำการละเมิด ซึ่งสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คณะกรรมการที่มีหน้าที่ตรวจสอบก่อนแพร่ภาพกระจายเสียง ท่านเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
การบอกให้หยุดเสียทีเดียวคงเป็นเรื่องยากยิ่ง เพียงแต่ลดปริมาณที่เป็นด้านลบลง และส่งเสริมการนำเสนอภาพในด้านบวกและคงความเป็นจริง ถึงจะเป็นสื่อกลางที่น่านับถือและน่าเชื่อถือได้เช่นกัน สิ่งที่ดิฉันคิดว่าทำได้เลยโดยไม่ต้องรอนโยบาย/ข้อบังคับ หรือทำให้คนปรับเปลี่ยนทัศนคตินั้นเป็นเรื่องยาก แต่วันนี้ไม่ต้องมองให้ไกล มองใกล้ ๆ มองหน้ากระจกที่พวกเรากะเทยไทยใช่ส่อง เราก็เห็นตัวตนของเราแล้ว ยอมรับและภาคภูมิใจ กับสิ่งที่เราเป็น ไม่เห็นด้วยกับการละเมิดทุกรูปแบบ ช่องทางร้องเรียนติเตียน มีให้เห็นอยู่สม่ำเสมอ เปิดกว้างมากขึ้น มีทีวีสาธารณะที่อยู่เคียงข้างเรา และมั่นใจว่าเราสามารถทำได้ เราอาจจะนิ่งดูดายเหมือนเช่นเคยไม่ได้แล้ว เราจะยอมให้คนอื่น หรือบางครั้งเราก็หัวเราะตัวเราเองด้วยเช่นนั้นหรือ ความสุขนั้นเป็นความสุขที่นิรันดรหรือไม่ หรือเป็นความสุขแค่ฉาบฉวย ที่สุขตอนหัวเราะแต่หลังจากนั้นทุกข์ทรมานใจตัวเราเอง หรือสายตาคนรอบข้างมองเราแล้วหัวเราะ ซุบซิบนินทากัน เราก็นิ่งดูดายปล่อยให้เป็นเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างนั้นหรือ ? สื่อที่นำเสนอดูแล้วไม่มีความสุขเลย ยังจะเสพมันต่อไปหรือ ? แล้วเมื่อไหร่เราจะเจอความสุขที่ปราศจาก อคติ ความไม่เข้าใจ ใด ๆ เสียที
บทความชิ้นนี้ เขียนขึ้นด้วยพลังใจอันแข็งกล้า เพื่อที่ให้เห็นคุณภาพชีวิตของกะเทยดีขึ้นอย่างรอบด้าน ปรารถนาให้คนในสังคมเล็งเห็นความความสำคัญของสิทธิของตนเองและผู้อื่น เคารพซึ่งกันและกัน ลดการตีตรา ดูถูก แบ่งชนชั้น กีดกัน และให้โอกาส คนที่ต่างจากเรา และอยากที่จะร่วมกันทำงานกับคนทำงานสื่อสารมวลชล ทุกรูปแบบ ทุกแขนง ด้วยความเป็นมิตรไมตรี และปรองดอง ดิฉันก็ยังเชื่ออย่างนั้นว่า ความสุขมาจากการได้เสพสื่อ ที่ตัวเราชอบ เสียงหัวเราะ ร้องไห้ รอยยิ้ม ตื่นเต้น อิ่มใจ เกิดขึ้นได้ทุกอารมณ์ในนี้ เราไม่สามารถปฏิเสธที่จะไม่เสพมันได้เลย เพราะทุกวินาทีเราเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา
อย่าลืมนะคะ... มีกะเทย และคนในสังคม รอดูสื่อที่ท่านกำลังทำมานำเสนอ ช่วยทำให้พวกเราได้ยิ้มอย่าง อิ่มอก อิ่มใจ กับการนำเสนอที่อยู่บนบรรทัดฐานและการเห็นอกเห็นใจ ในฐานะที่เป็นคนร่วมสังคมเดียวกัน
สื่อสร้างสุข
********************************************************************
บทความนี้ถูกนำเสนอในประชุมเพศวิถีศึกษาในสังคมไทย ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อเรื่องเพศในสื่อ : สื่อสร้างสุข สื่อสร้างทุกข์ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2554
ขอขอบคุณสมาคมเพศวิถีศึกษาฯ http://www.ssa.ipsr.mahidol.ac.th/



