บทเรียนจากนิทรรศการความหลากหลายทางเพศ
Last Updated on Tuesday, 04 October 2011 Written by Administrator Tuesday, 16 August 2011

บทเรียนจากนิทรรศการความหลากหลายทางเพศ โดย: พสุภา ชินวรโสภาค
ฉันเป็นคนที่ชอบเพื่อน “กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ”ซึ่งเพื่อนสนิทในบางช่วงของชีวิตก็เป็นคน กลุ่มนี้ ที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ฉันอย่างมากมาย จากประสบการณ์ตัวเอง ฉันคิดว่า เมื่อคุยกับคนกลุ่มนี้จะคุยได้สนุกกว่าคุยกับผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะเรื่องบางเรื่อง ผู้หญิงก็ไม่กล้าพูด เรื่องบางเรื่อง ผู้ชายก็ไม่กล้าพูด แต่กับกลุ่มนี้ พูดได้ทุกเรื่องอย่างสนุกสนาน
อย่างพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมีเพื่อนสนิทเป็นเกย์ และเมื่อเพื่อนคนนี้มาที่บ้าน เธอกับเพื่อนก็นั่งพิงไหล่ คุยกันอย่างออกรส สนุกสนาน ยาวนานหลายชั่วโมง จนสามีของพี่ผู้หญิงถึงขั้น “อิจฉา” ในความสนิทสนม เพราะกับสามี ไม่เคยคุยสนุกได้อย่างนี้
ในงานเวทีวิชาการเพศศึกษาเพื่อเยาวชน ครั้งที่ ๕ ก้าวที่เก้า...ก้าวที่กล้า: เพศวิถีศึกษาเพื่อสร้างสังคมแห่งวุฒิภาวะ เราเชิญสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย และเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย มาออกบู๊ธนิทรรศการความหลากหลายทางเพศ ฉันมีโอกาสนั่งคุยอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ของทั้ง ๒ บู๊ธ เพื่อขอข้อมูลการเรียนรู้ที่ได้จากการจัดนิทรรศการครั้งนี้ และเรื่องราวที่น่าสนใจของคนที่เข้ามาชมบู๊ธ
สมาคมฟ้าสีรุ้งฯ พูดถึงเรื่องสิทธิของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ การป้องกันของกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (Men who have Sex with Men) หรือ MSMและแจกถุงยางอนามัยพร้อมเจลหล่อลื่น โดยโป้ง เจ้าหน้าที่ประจำบู๊ธ บอกว่า คนทั่วไปไม่รู้จักเจล ต้องอธิบายว่า ทวารหนักไม่มีน้ำหล่อลื่น จึงต้องใช้เจลช่วย และต่างจังหวัด หาซื้อเจลนี้ได้ยาก เจลนี้เป็นสารหล่อลื่นชนิดน้ำ ชื่อที่เป็นที่รู้จัก คือ เค-วาย เจล ซึ่งต่างจากเจลชนิดน้ำมัน หรือ ปิโตรเคมี เช่น วาสลีน โลชั่น หรือ ออย ถ้าเราใช้เจลชนิดน้ำมัน จะทำให้ถุงยางเสื่อมสภาพ และอาจแตกได้ง่ายเมื่อเสียดสี และที่สำคัญ น้ำมันจะไปเกาะเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ ปากทวารหนัก ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เพราะเชื้อจะมาเกาะอยู่กับน้ำมันนี่แหละ และหากจะใช้ปาก (oral sex) ก็ควรจะใช้ Dental Dam หรือ แผ่นยางป้องกันช่องปาก เพื่อป้องกันการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
โป้งเล่าว่า คุณครูที่เข้ามาบู๊ธนี้ บอกว่า สงสารลูกศิษย์ที่เป็นแบบนี้ ก็เลยอยากได้ข้อมูลเพื่อนำไปสอน ให้คำปรึกษา และดูแลลูกศิษย์กลุ่มนี้เป็นพิเศษ ให้ต่างจากนักเรียนทั่วไป
โป้งถูกถามว่า “น้องเป็นด้วยหรือเปล่า ถึงมาทำงานนี้”!!
มีหลายคนที่เดินผ่านบู๊ธนี้หลายครั้งระหว่างที่ฉันคุยกับโป้ง แต่ไม่กล้าเดินเข้ามา เราคุยกันว่า อาจจะกลัวถูก “ตีตรา”เหมือนตอนไปซื้อถุงยาง หรือยาคุม แล้วกลัวถูกตีตราว่าใช้ ซึ่งจะใช้หรือไม่ใช้ ก็ไม่ใช่เรื่องของใคร เราต้องป้องกันตัวเราให้ปลอดภัยที่สุด คนที่ “ตีตรา”ก็มองเราแค่ ๒ – ๓ วินาที แล้วก็จากไป ไปคิดเรื่องอื่นต่อตามประสา หลังจากนั้น ก็จำหน้ากันไม่ได้อีก แล้วเราจะไปสนใจทำไม คนที่เราควรสนใจที่สุด คือ “ตัวเราเอง”
ถ้าเราไม่ “ตีตรา” ตัวเราเอง ใครที่ไหนก็จะมา “ตีตรา” เราไม่ได้
ระหว่างที่ฉันนั่งคุยกับโป้ง มีหญิงสาว ๒ คนเดินผ่านบู๊ธ โป้งยื่นถุงยางให้ ๑ ใน ๒ คน บอกทันทีว่า มีแฟนเป็นทอมค่ะ จากนั้น โป้งเลยให้น้องหมวย เจ้าหน้าที่ประจำบู๊ธอีกคนหนึ่ง อธิบายการป้องกันของหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิง โดยหมวยอธิบายว่า ต้อง wrap ก่อน
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินคำว่า wrap ในบริบทของการมีเพศสัมพันธ์
หมวยอธิบายว่า ถ้าไม่มี แผ่น wrap หรือ ถุงยางอนามัยของผู้หญิง ก็เอาถุงยางอนามัยของผู้ชายตัดครึ่งแล้ว wrap แทน ป้องกันการเสียดสี หรือเล็บข่วน
โป้งเล่าว่า งานที่ทำกับสมาคมฟ้าสีรุ้ง เป็นงานที่ให้ความรู้ ให้ข้อมูลกับกลุ่ม MSM ซึ่งการทำงานนี้ ทำให้สะท้อนกลับมามองตัวเองว่า ที่ไปสอนคนอื่นว่า เราจะเชื่อใจ ไว้ใจใครไม่ได้เลย ไม่ว่าจะมีอะไรกับใคร กับแฟน หรืกับคนที่เพิ่งรู้จัก ต้องป้องกันตัวเองทุกครั้ง แต่กับตัวเอง เขาก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น จึงทำให้เห็นว่า บอกคนอื่นได้ สอนคนอื่นได้ แต่ตัวเองยังทำไม่ได้ หรือยังไม่ได้ทำ
สิ่งที่เพียรบอกคนอื่นให้ทำ ก็ยากสำหรับเราเองที่จะทำในบางครั้งเหมือนกัน
โป้ง ทิ้งท้ายไว้ว่า เด็กผู้ชายมีพ่อเป็นแบบอย่าง มีพ่อคอยสอนเรื่องผู้ชาย เด็กผู้หญิงมีแม่คอยสอน แต่เด็กที่เป็นเกย์ ไม่มีใครสอน ต้องเรียนรู้เอง หรือเรียนรู้จากรุ่นพี่ จากเพื่อน เป็นการบอกต่อแบบรุ่นต่อรุ่น ซึ่งถ้าใครได้ชุดความรู้ดีๆ ก็ดีไป
ภายในบู๊ธเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย ตั้งคำถามให้กับผู้เข้าชมบู๊ธว่า “กะเทยป่วยทางจิตหรือไม่”และคำตอบจากผู้เข้าชม คือ ไม่ป่วย แต่เป็นวิถีชีวิต ในขณะเดียวกัน ก็มีความรู้สึกว่า กะเทยมีอารมณ์รุนแรง เรียกร้องความสนใจจากกิจกรรมต่างๆ
“กะเทย” เป็นคำแรก ที่ฉันรู้จักในกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ความรู้สึกตอนเด็กๆ เข้าใจว่า กะเทย คือ ผู้ชายที่ชอบทำอะไรแบบผู้หญิง ตอนเป็นนักเรียน เพื่อนกะเทย เป็นนักเรียนชายที่ผัดหน้านวล พูดจากระตุ้งกระติ้ง กรี๊ดกร๊าด และชอบกรีดนิ้ว ส่วนคำที่คู่กับกะเทย ก็คือ “ทอม” ผู้หญิง ที่มีลักษณะการแต่งตัว การพูดจาคล้ายผู้ชาย
ฉันเชื่อว่า เด็กๆ ไม่มีใครคิดหรอกว่า ทั้งกะเทย และทอมเป็นคนป่วยทางจิต เพื่อนทั้ง ๒ แบบ ก็เป็นเพื่อนเหมือนกับคนอื่นๆ เรามีเพื่อนแบบต่างๆ มากมาย ถ้าเพื่อนที่เป็นกะเทย เป็นทอม เป็นโรคจิต เพื่อนที่อมปลาทอง หรือเพื่อนที่ชอบเล่นตัวกว่าง หรือตีลูกยาง ก็คงเป็นโรคจิตเหมือนกัน
แล้วใครล่ะ ที่บอกว่า กะเทย เป็นคนป่วยทางจิต เขาเอาอะไรมาวัด?
สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน บอกว่า กะเทย หรือคนข้ามเพศ คือความผิดปกติในการรับรู้เพศ ซึ่งถูกระบุอยู่ในคู่มือแนวทางการรักษาโรคทางจิตเวช (ข้อมูลจากแผ่นพับเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย)
ฉันว่ากะเทยรู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่ไม่มี “กะเทย” อย่างเป็นทางการ ให้พวกเขาได้ระบุตัวเขาเองต่างหาก แล้วจะไปว่าเขาผิดปกติในการรับรู้เพศได้อย่างไร แต่เป็นคน "ปกติ" ต่างหาก ที่ไม่ปกติและไม่เป็นกลาง ไม่เปิดใจมองความเป็นจริง ที่ว่าโลกนี้ ไม่ได้มีแค่ ชาย หรือ หญิง เพียง ๒ เพศเท่านั้น เป็นคนที่คิดว่าตัวเอง เป็น "ปกติ" ที่ไม่เคยคิดเผื่อแผ่ แบ่งปันพื้นที่ทางสังคม ให้ กะเทย ได้ยืนอย่างเต็ม ๒ เท้าเลย
องค์การอนามัยโลก ยังบอกอีกว่า กะเทย หรือ คนข้ามเพศ เป็นโรคสลับเพศ ซึ่งถูกระบุอยู่ในบัญชีจำแนกโรคและแนวทางการรักษา (ข้อมูลจากแผ่นพับเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย)
พวกนักวิชาการนี้ จริงๆ เลยน้า... จะคิดเรื่องอื่นๆ ที่มีประโยชน์กว่าการระบุชื่อโรคและการรักษา โรค “สลับเพศ” ได้หรือเปล่านี่??
จริงๆ แล้ว กะเทย ปรากฏมาก่อน ที่ “คน” จะมาบอกว่า กะเทยเป็นผู้ป่วยทางจิต กะเทย เกิดมาพร้อมกับการเรียนรู้ตัวตนและชีวิตทางเพศของตนเอง จากครอบครัว ชุมชน สังคม โดยไม่ต้องเข้าพบจิตแพทย์
อีกคำหนึ่งนอกจาก กะเทย คือ “คนข้ามเพศ” หรือเรียกว่า Transgender ตัวย่อ คือ TGหมายถึงสาวประเภทสอง คือ ผู้ชายที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว หลังผ่านการตรวจสอบทางจิตเวช และรับรองจากจิตแพทย์ว่าไม่มีปัญหาทางจิตเพราะเป็นกะเทย
ส่วนใหญ่แล้ว คนข้ามเพศจากชายเป็นหญิง หรือหญิงเป็นชาย จะรู้สึกถึง “เพศ” ของตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่ใช่กฎตายตัวแต่อย่างใด เพราะการที่จะรู้ว่าเราเป็นเพศอะไร เป็นเรื่องของการเรียนรู้ ตามวัยที่เติบโตขึ้น
โน้ต เจ้าหน้าที่บู๊ธเครือ่ขายเพื่อนกะเทยไทย ให้ความเห็นว่า ไม่ควรจะมีแค่หมอเพียงคนเดียวที่จะเป็นผู้ตัดสินว่า กะเทยคนนี้ ควรจะได้รับการผ่าตัดแปลงเพศหรือไม่ แต่ควรจะเป็นความเห็นจากหลายๆ คน เช่น คนในครอบครัว นักสังคมสงเคราะห์ เพราะความเห็นจากคนๆ เดียว ไม่ใช่ความเห็นที่ถูกต้องที่สุดเสมอไป และถ้าเกิดความผิดพลาดในการวินิจฉัยขึ้นมา ซึ่งเกิดขึ้นได้เสมอ ก็จะเป็นการ “ตัดโอกาส” ของคนๆ หนึ่ง ที่อยากจะทำตามใจฝัน โดยไม่เดือดร้อนที่ทางของใครในสังคม
ในส่วนของคนชมบู๊ธ คุณครูสนใจชีวิตของกะเทย ทั้งเรื่องศัลยกรรม ฮอร์โมน และวิถีชีวิต และคุณครูรู้สึกสงสารเด็กที่เป็นกะเทย เพราะรู้สึกว่ามีชีวิตทุกข์ยาก ลำบาก (?!?) และอยากรู้ว่า ดูยังไงว่า เด็กเป็นกะเทย?!?
ก่อนตอบคำถามสุดท้าย โน้ตถามว่า "คุณครูจะดูไปทำไมคะ" พร้อมกับแนะนำว่า "สิ่งที่คุณครูควรจะทำ คือ คุยกับเด็กอย่างเข้าใจและเปิดใจ โดยเฉพาะในเรื่องพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับกะเทย"
เธอเสริมว่า "กะเทย ก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เหมือนคนทั่วไป อาจจะมีความสุขกว่าด้วยซ้ำ เพราะค้นพบตัวเองแล้ว และที่ชีวิตลำบาก ไม่ได้เป็นเพราะเป็นกะเทยแล้วลำบาก แต่เป็นเพราะว่าคนในสังคม นโยบายของสังคมต่างหาก ที่ทำให้กะเทยลำบาก"
ระหว่างที่ฉันนั่งคุยกับโน้ตและปอย เจ้าหน้าที่เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยอีก คน หลายคนแวะเวียนเข้ามาถ่ายรูป ๒ สาว บางคนก็แสร้งทำเป็นถ่ายบอร์ด ซึ่งไม่มีอะไร แล้วก็วนกลับมาถ่ายรูป ๒ สาวอีก ฉัน ซึ่งนั่งอยู่ด้วย ยังรู้สึกอึดอัดแทน
ฉันหันไปถามผู้ชายที่ถ่ายรูปอยู่ว่า “ถ่ายรูปไปทำไมตั้งเยอะคะ แล้วขออนุญาตแล้วหรือยังคะ”หลังจากฉันพูดจบ ผู้ชายคนนั้นลดกล้องถ่ายรูปลง ทำเป็นเดินอ่านข้อความในบู๊ธ แล้วก็เดินจากไป
ฉันถาม ๒ สาว ว่า คนที่เข้ามาถ่ายรูป ขออนุญาตเธอ หรือเปล่า เธอบอกว่า บางคนก็ขอ บางคนก็ไม่ขอ ซึ่งเธอระบายออกมาว่า
“หนูไม่ใช่ หลินฮุ่ย กับ ช่วงช่วงนะ หนูก็ไม่รู้ว่าจะถ่ายรูปหนูไปทำไม เห็นเป็นของแปลก หรือจะเอาไปอวดใครๆ ว่า มางานนี้ ได้มาเจอกะเทยหรือไง”
“หนูคิดว่า ต่อไป ใครมาถ่ายรูปกับหนู หนูจะเก็บเงิน และเอาเงินเข้ามูลนิธิดีกว่า”
ฉันเห็นว่า แม้กระทั่งผู้ใหญ่บางคนก็ไม่รู้จักมารยาททางสังคม ไม่รู้จักเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ในการขออนุญาตและถามความสมัครใจก่อนที่จะถ่ายรูปคนอื่น แล้วเราจะไปคาดหวังให้ผู้ใหญ่มีมารยาทอันดี เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก
...นั่นเป็นเรื่องยากที่จะเป็นไปได้
ฉันเพิ่งเคยทำงานนี้ และมางานนี้เป็นครั้งแรก เลยเข้าใจว่า คนที่มาร่วมงานนี้ เป็นคนที่ทำงานด้านเพศศึกษา จะพอรู้ เข้าใจในเรื่องนี้สมควร แต่ปรากฏว่า มีการลวนลามและการคุกคามทางเพศด้วยสายตา วาจา และการกระทำ ที่เกิดขึ้นจากคนที่เข้าใจว่า พอรู้ พอเข้าใจในเรื่องเพศศึกษา และความหลากหลายทางเพศอยู่บ้าง
น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เหตุการณ์การคุกคามทางเพศเกิดขึ้นในงาน“เวทีวิชาการเพศศึกษาเพื่อเยาวชน”
เราไม่อาจจะอนุมานได้เลยว่า คนที่ทำงานเพศศึกษา ต้องเข้าใจเรื่องเพศศึกษา และความหลากหลายทางเพศ และสามารถปฏิบัติอย่างที่ควรจะเป็นได้
นี่ก็คงเป็นอย่างที่เราเรียนรู้ จากสมาคมฟ้าสีรุ้งว่า
...สิ่งที่เพียรบอกคนอื่นให้ทำ ก็เป็นเรื่องยากสำหรับเราเองที่จะทำในบางครั้งเหมือนกัน...
เราจะไปคาดหวัง ให้คนอื่นเข้าใจ และปฏิบัติตามนั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
เส้นทางเพศศึกษา และสิทธิในความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย ยังต้องอาศัยก้าวที่กล้า ที่จะก้าวเดินต่อไปบนหนทางนี้ อีกยาวไกลนัก
เส้นทางที่จะต้องก้าวเดินไปด้วยกัน ถึงจะเดินไปได้ไกล
If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go together. (African proverb)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก: http://www.teenpath.net/content.asp?ID=14222



