นัยนา สุภาพึ่ง ไขที่มาร่าง กม.ความเสมอภาค ตุ๊ด-เกย์-ทอม-ดี้
Last Updated on Wednesday, 22 June 2011 Written by Administrator Wednesday, 22 June 2011
ลูกชายหวีผม พ่อแม่ปวดใจ “นัยนา สุภาพึ่ง” ไขที่มาร่าง กม.ความเสมอภาค “ตุ๊ด-เกย์-ทอม-ดี้” 
การเรียกร้องความเสมอภาคระหว่างเพศอาจจะเป็นประเด็นเงียบๆ ที่สังคมไม่ค่อยให้ความใส่ใจนัก ยิ่งในสถานการณ์การเมืองแบบนี้ วาระของสังคมก็ดูจะเทน้ำหนักไปเรื่องการเมืองมากกว่า แต่ท่ามกลางไอระอุของการเมือง การขับเคลื่อนประเด็นนี้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องถึงจุดที่มีร่างกฎหมายออกมาแล้วในชื่อ ‘ร่าง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ...’
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งภาคประชาชนที่ติดตามประเด็นความเสมอภาคระหว่างเพศอย่างต่อเนื่อง ก็ได้ผนึกรวมกันเพื่อเสนอร่างกฎหมายของภาคประชาชน-‘ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ’ที่เชื่อมั่นว่าจะมีความชัดเจนและครอบคลุมกว่า ทั้งความหมายของคำว่า ‘เพศ’ในร่างของประชาชนนั้นก็กินความมากกว่าแค่ชาย-หญิง
นัยนา สุภาพึ่ง อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร เป็นผู้หนึ่งที่ติดตามประเด็นเรื่องเพศอย่างต่อเนื่องยาวนานและมีส่วนร่วมกับร่างกฎหมายฉบับนี้ จะทำหน้าที่อธิบายที่มาที่ไปและความแตกต่างอันมีนัยสำคัญระหว่างกฎหมายทั้งสองฉบับและล่วงเลยไปสู่ประเด็นการรื้อถอนพันธนาการเรื่องเพศ ที่เธอเชื่อว่าเป็นพันธนาการที่แน่นหนาที่สุดที่กีดกั้นเราจากการเลือกที่จะเป็นตัวเราเองรากฐานความคิดของร่างกฎหมายฉบับนี้?
จำได้ว่าเรื่องนี้เริ่มต้นตั้งแต่ที่เราไปประชุมสตรีโลกที่ปักกิ่ง ประมาณปี 2536-2537 แล้วก็มีปฏิญญาปักกิ่งที่พูดถึงเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นในผู้หญิงในเชิงโครงสร้าง ความรุนแรงทางอ้อม ซึ่งเป็นความรุนแรงที่มองไม่เห็น และบางทีคนที่ถูกกระทำก็ไม่รู้ตัวว่าถูกกระทำอยู่ คนที่กระทำก็ไม่รู้ตัว แล้วมันน่ากลัวกว่าความรุนแรงที่เลือดตกยางออกด้วยซ้ำไป เพราะมันมองเห็น สามารถเยียวยารักษาได้ แต่ความรุนแรงที่มองไม่เห็น มันก็ละเมิดกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
พอกลับมาเมืองไทย พวกเราก็มองว่าเราน่าจะสร้างกติกา โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายเป็นคนที่มีทรัพยากรอยู่ในมือ มีอำนาจที่ให้คุณให้โทษได้โดยตรง ถ้าหากคุณไม่ทำตรงนี้ คุณจะหวังให้ผู้หญิงลุกขึ้นมาร้องแร่แห่กระเชอว่าฉันถูกละเมิดได้ยังไง เราก็มองว่าต้องมีเครื่องมือที่จะทำงานในเชิงรุก ก็เลยคิดถึงกฎหมายที่จะออกมาทำงานเชิงรุก ก็ออกมาเป็นร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติประมาณใกล้ๆ ปี 2540 ก่อนมีรัฐธรรมนูญ
พอยกร่างขึ้นมาแล้วก็มีหลายฝ่ายติงว่ามันเป็นกฎหมายที่มีชื่อเป็นลบ ควรจะมีชื่อเป็นบวก แล้วก็มีการศึกษาข้อมูลว่ากฎหมายที่เป็นบวกมีด้วยหรือเปล่า เพราะเวลาพูดถึงกฎหมายทุกคนก็มองว่ากฎหมายต้องมีโทษสิ แต่กฎหมายคุ้มครอง สังคมไทยไม่ค่อยชิน กฎหมายฉบับนี้มีลักษณะคุ้มครอง มีโทษน้อย มาตราที่เป็นการคุ้มครองมีเยอะ แต่ตัวที่กำหนดโทษก็ยังต้องมีอยู่ ตอนนั้นก็ถกเถียงกันเยอะนะว่าเมื่อมันเป็นกฎหมายที่เราต้องการใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และคุ้มครอง ควรจะไม่มีโทษ ก็ถกกันว่าถ้าไม่มีโทษก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะที่เราจะลงโทษส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งการใช้อำนาจหน้าที่แล้วเกิดผลกระทบต่อคน เขาต้องรับผิดชอบด้วย ในที่สุดก็มาให้มีโทษด้วย
แล้วก็อิงหลักการข้อหนึ่งที่สำคัญคือ CEDAW (Committee on the Elimination of Discrimination against Women อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบต่อสตรี) เพราะว่าไทยลงนามตั้งแต่ปี 2528 แต่ไม่มีคู่มืออะไรที่จะใช้เป็นหลักประกันเลย เวลาต้องเขียนรายงานเราก็จะอ้างอยู่มาตราเดียวของรัฐธรรมนูญ ชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ในทางปฏิบัติ เรามาดูกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายต่างๆ ที่มีการแก้ไขมาเป็นระยะ เช่น เรื่องการทำนิติกรรม สมัยก่อนผู้หญิงแต่งงานแล้วทำนิติกรรมไม่ได้นะ เป็นลูกของพ่อแม่ มีเงินจากพ่อแม่ เมื่อผู้หญิงอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ สามารถทำนิติกรรมสัญญาได้ด้วยตัวเอง แต่ทันทีที่แต่งงาน มีทะเบียนสมรส ผู้หญิงทำนิติกรรมด้วยตัวเองไม่ได้นะ ต้องขออนุญาตสามี ให้สามีให้ความยินยอม แต่ในทางกลับกัน ผู้ชายทำนิติกรรมไม่ต้องขอความยินยอมจากภรรยา กฎหมายแบบนี้มีมาตั้งนานจนเรามาเป็นภาคี CEDAWกฎหมายเหล่านี้จึงได้เปลี่ยนไป
ร่างกฎหมายตัวนี้ก็เป็นเหตุผลที่มาจาก CEDAW ด้วยส่วนหนึ่ง คือเราต้องมีเครื่องมือในการสร้างหลักประกันที่จะทำให้มีการคุ้มครองที่เป็นจริง เพราะกฎหมายที่มีอยู่มันเป็นการคุ้มครองผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงทางตรง แต่ความรุนแรงทางอ้อมหรือความรุนแรงเชิงโครงสร้างกลับไม่มีเครื่องมือในการคุ้มครอง มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้ จึงไม่มีเครื่องมือ ร่างกฎหมายตัวนี้จะเป็นเครื่องมือคุ้มครองจากความรุนแรงทางอ้อม ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เช่น ผู้หญิงเมื่อร้องว่าถูกเลือกปฏิบัติ เขาก็ไม่ปล่อยให้เราเป็นฝ่ายต้องพิสูจน์ เพราะเราอาย ร่างกฎหมายฉบับนี้บอกว่าคนที่ถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ฝ่ายผู้หญิงได้รับการปกป้อง ไม่ต้องตากหน้าพูดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวเอง รากฐานความคิดของร่างกฎหมายฉบับนี้คือเราต้องการหาเครื่องมือที่จะคุ้มครองผู้หญิงที่เผชิญกับความรุนแรงที่มองไม่เห็น ชื่อร่างกฎหมายของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่แก้ไขโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ใช้ชื่อว่า ‘พระราชบัญญัติความเท่าเทียมทางเพศ’ส่วนร่างของภาคประชาชนใช้ชื่อว่า ‘พระราชบัญญัติส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่าง
เพศ’มีนัยอะไรหรือเปล่ากับการเลือกใช้ชื่อที่ต่างกัน ?
ร่างกฎหมายของกระทรวงยังพูดถึงความรุนแรงทางตรง และด้วยความที่นักกฎหมายในหน่วยงานราชการเป็นนักกฎหมายที่ต้องการสิ่งที่จับต้องได้ ต้องการหลักฐาน พยาน เวลาที่ใช้กฎหมายเขาต้องดูด้วยว่ามีกฎหมายเขียนเอาไว้มั้ย ถ้ากฎหมายเขียนไว้แล้วยังตีความไม่ได้ ยังไม่สามารถมีคำอธิบายได้ ยังโต้แย้งกันอยู่ กฎหมายตัวนั้นจะยังไม่ออกมา เพราะฉะนั้นร่างของกระทรวงจึงใช้คำว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศจึงหมายความว่าเป็นการกระทำหรือไม่กระทำอันเป็นการแบ่งแยกกีดกัน... ถึงแม้เขาจะใช้ทางตรง ทางอ้อม แต่ในร่างของเขาคุ้มครองเพียงแค่การเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งกายภาพเท่านั้นเอง แต่ในร่างของประชาชน เราจะพูดถึงนิยามการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศไว้กว้างมาก ไม่ว่าจะเพศในเชิงกายภาพ เพศทางวัฒนธรรม เพศในเชิงโครงสร้าง เพราะฉะนั้นคำว่า ‘ร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมทางเพศ’คำว่าความเท่าเทียมมันเป็นการวัดในเชิงกายภาพ แต่ของภาคประชาชนเราใช้คำว่า ‘ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ’เพราะโอกาสไม่ใช่สิ่งที่มองเห็น แต่เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจว่ามีอคติ มีการจำกัดสิทธิอยู่ที่ไหน อย่างไร และเราต้องมีกลไกคุ้มครองเพื่อขจัดอคติหรือสร้างโอกาส ก็เขียนต่างกัน เพราะเรามีสมมติฐานที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่นกฎหมายของกระทรวงอาจจะบอกว่า ผู้หญิงเรียนช่างไฟฟ้าไปแล้ว ทำไมไม่ให้สอบเป็นช่างไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคล่ะ เพราะฉะนั้นไปแก้ประกาศรับสมัครซะ เพื่อให้ผู้หญิงเข้าไปสมัครด้วย พอผู้หญิงเข้าไปได้มากกว่า ผู้ชายที่อยู่ในการไฟฟ้าก็จะถามว่าทำไมมีแต่ผู้หญิง อย่างนี้ใครจะไปปีนเสาไฟฟ้า ก็เลยตัดคะแนนใหม่เพื่อให้ผู้ชายติดเข้ามา เมื่อถึงตอนสัมภาษณ์เขาก็ใช้ทัศนะของเขาเพื่อคัดผู้หญิงออกและเอาผู้ชายเข้ามา เพราะคิดว่าผู้ชายจะปีนเสาไฟฟ้าได้เก่งกว่า ซึ่งพระราชบัญญัติของกระทรวงจะไม่คุ้มครองแบบนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันซ่อนอยู่ ไม่ได้อยู่ในประกาศรับสมัครแต่ของเราเมื่อการร้องเรียนแบบนี้ การไฟฟ้าจะต้องปกปิดชื่อผู้หญิงคนนั้นไว้ เพราะเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งทำแบบนี้ เวลาเขาไปสมัครงานที่ไหนจะถูกหมายหัวไว้เลย ดังนั้น คณะกรรมการที่รับเรื่องไว้จะต้องเก็บเรื่องไว้เป็นความลับ แล้วก็ให้การไฟฟ้าชี้แจ้ง ซึ่งต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจให้เห็นว่า ทำไมรับผู้ชายคนนี้ แต่ไม่รับผู้หญิงคนนี้ ร่างของภาคประชาชนจะคุ้มครองตรงนี้มากกว่า นี่ยังไม่พูดเรื่องการคุกคามทางเพศนะ ถ้าเรื่องนี้ก็จะไปได้อีก เพราะร่างของรัฐไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย ร่างของ สคก. กล่าวในทำนองว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งเพศจะกระทำไม่ได้ ‘เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุผลทางวิชาการ ทางศาสนา หรือเพื่อประโยชน์สาธารระ’ซึ่งทางภาคประชาชนเห็นว่าควรตัดออก ถ้าพูดเฉพาะเรื่องศาสนา
จะถือว่าเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนต่อการกระทบกระทั่งหรือเปล่า?
สิ่งเหล่านี้ดิฉันมองว่ามันเป็นข้อกำหนดที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น และมนุษย์ในอดีตที่เป็นคนกำหนดก็เป็นผู้ชาย ผู้หญิงไม่ค่อยมีโอกาสส่งเสียงว่ากติกาควรจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนก็ไม่มีใครพูดถึง ในยุคนี้เราเปิดโอกาสให้ทุกคนส่งเสียงได้ แต่ก็ยังไม่มากพอ ดิฉันคิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เราสามารถส่งเสียง แล้วไม่ต้องมีแรงเสียดทานมาก อย่างผู้หญิงที่ต้องการบวชจะถูกประณามมาก กฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดแรงเสียดทาน เจ็บน้อยลง สำหรับผู้หญิงอีกรุ่นที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้ที่ต้องการความเป็นธรรม คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ หรือ วลพ. จะต้องทำหน้าที่และรับแรงเสียดทานแทนผู้หญิง ดังนั้น ไม่ต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับศาสนา วัฒนธรรมประเพณี
ถ้าพบว่าเราใช้มาตรฐานชุดหนึ่งกับผู้ชาย อีกชุดกับผู้หญิง นั่นแหละคือความผิดปกติ และกฎหมายฉบับนี้จะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา และดูซิว่ากฎหมายนี้จะศักดิ์สิทธิ์หรือมีพลังพอจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ แต่ก็ไม่ง่ายหรอกนะ ดิฉันคิดว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้เมื่อประกาศใช้ จะต้องมีคนที่มีความกล้าหาญ คนที่ผ่านแรงเสียดทานกันมาคนละมากๆ แล้ว ประสงค์ที่จะค้นหาคำตอบเพราะว่าศาสดาทุกคนในโลกนี้ต่างก็เป็นผู้รู้ บางทีการตีความศาสนาในปัจจุบันก็เป็นเหมือนการใช้กฎหมายที่ว่าเขียนโดยชนชั้นใดก็รับใช้ชนชั้นนั้น อย่างยุคหนึ่งเราบอกว่าผู้หญิงบวชไม่ได้ แต่เมื่อไปค้นคว้าพระไตรปิฎก ค้นหาความรู้ เราก็จะพบว่าสมัยก่อนผู้หญิงก็สามารถบวชได้ พระพุทธเจ้าก็ทรงเห็นว่าผู้หญิงควรต้องมีส่วนร่วมในการดำรงพระศาสนา ความรู้แบบนี้จะต้องเกิดการถกเถียงจึงจะเกิดการค้นหาที่ลุ่มลึกขึ้น ดิฉันไม่กังวล ต่อให้เป็นศาสนาที่ละเอียดอ่อน ห้ามปรามขนาดไหนก็ตาม ก็จะเกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยนและดิฉันคิดว่าผู้นำในทุกศาสนา ส่วนใหญ่ท่านก็เป็นนักปราชญ์กันทั้งนั้น ในโลกยุคนี้ข้อมูลข่าวสารก็กว้างขวาง นักปราชญ์ทั้งหลายต้องเป็นนักการศึกษา ใฝ่รู้ การใช้กฎหมายฉบับนี้กับศาสนา ดิฉันคิดว่าจะเป็นการทำให้เกิดการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อศาสนาเองด้วยซ้ำ ใครจะไปรู้วันข้างหน้าอาจจะต้องออกมาขอบอกขอบใจผู้หญิงทั้งหลายที่ทำให้เราตาสว่างที่หลงกีดกันผู้หญิงออกไปอยู่วงนอกเสียตั้งนาน ถ้าเราให้ผู้หญิงอยู่วงใน ศาสนาอาจจะเจริญรุ่งเรืองมากกว่านี้ก็ได้ ใครจะไปรู้กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดการค้นหาความรู้ที่แตกต่าง ไม่มีความรู้ใดที่เป็นความรู้ที่ถูกต้องทั้งหมดโดยไม่มีข้อผิดพลาด ดิฉันไม่เชื่อว่าหลักศาสนาที่เรายึดถือทุกวันนี้จะถูกต้องทั้งหมด ต้องมีการค้นหาและถกแถลงกันต่อไป
ในที่นี้หมายรวมถึงกลุ่มคนหลากหลายทางเพศต่างๆ ด้วย?
ใช่ สมัยก่อนเราก็รู้สึกว่ามีแค่ผู้หญิง ผู้ชาย ใช่มั้ย แล้ววันนี้ถ้ามองตัวเราเอง สมัยก่อนดิฉันคิดว่ามีลูกก็คงแค่ผู้หญิงผู้ชาย แต่ทุกวันนี้เราคิดว่าลูกเราจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือเกย์ ทุกวันนี้ก็ต้องบอกกับพ่อของลูกว่า ลูกเราเป็นผู้ชายแค่ตอนเกิดนะ ยังไม่รู้ว่าโตไปเขาจะเป็นอะไร เราต้องให้เขาเลือกเองว่าจะเป็นอะไร เราบอกปู่ย่าตายายเขาไว้เสียเลย ไม่ใช่ว่าจะไปกำหนดให้เขาเป็นได้ ต้องให้เขาเลือกเองอีกจุดหนึ่งในร่างของ สคก. ในหมวดการสงเคราะห์ ใช้คำว่า ‘ขอรับการสงเคราะห์’แต่ภาคประชาชนเปลี่ยนเป็น ‘การรับความช่วยเหลือคุ้มครอง การบรรเทาทุกข์ หรือชดเชย’เข้าใจว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะมีมุมมองที่ต่างกัน?การสงเคราะห์เหมือนเป็นผู้ให้ ผู้รับ เป็นแบบฉบับของกฎหมายที่ให้รัฐเป็นผู้ใช้อำนาจ เป็นเรื่องการขอรับสงเคราะห์ กฎหมายบางฉบับเป็นการบังคับสงเคราะห์ด้วยซ้ำไป เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ถ้าเจอเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็บังคับสงเคราะห์เลย พ่อแม่ไม่ยินยอมก็ไม่ได้ แต่จริงๆ เรื่องการให้ควรเป็นการเลือกว่าจะรับหรือไม่รับ เลือกที่จะไปอยู่หรือไม่ไปอยู่ แต่เวลารัฐออกกฎหมายอะไรมามักจะใช้อำนาจแต่ร่างกฎหมายภาคประชาชนใช้คำว่า ให้ผู้เสียหายมีสิทธิ เป็นหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามสิทธิที่เราพึงมีพึงได้ ความหมายมันต่างกัน
ทำไมหน่วยงานที่จะตั้งตามกฎหมายนี้จึงไม่อยู่ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ?
ตอนที่ภาครัฐยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ดิฉันเป็นกรรมการสิทธิอยู่ เขาเรียกให้ดิฉันไปชี้แจงว่าความเห็นของกรรมการสิทธิเห็นต่างกันยังไง ดิฉันก็บอกว่ากรรมการสิทธิเป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานรัฐซึ่งมีหน้าที่บริการประชาชน มีหน้าที่คุ้มครอง ดูแล ว่าสามารถทำได้ตามบทบาทหน้าที่หรือไม่ และถ้าอะไรที่คุณมีหน้าที่ปฏิบัติแล้วปฏิบัติไม่ได้เพราะข้อจำกัดของกฎหมายก็ดี ข้อจำกัดของคน หรือวิธีการอะไรก็ตามแต่ นั่นแหละ กรรมการสิทธิจะเข้ามาทำแทนกรรมการสิทธิจึงมีหน้าที่ดูแลสิทธิให้แก่ประชาชนในกรณีที่หน่วยงานรัฐปกติทำไม่ได้แต่สิ่งที่อยู่ในกฎหมายนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำตามปกติ เพราะความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ความรุนแรงทางตรงที่เกิดจากอคติหรือการเลือกปฏิบัติ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เป็นปกติ เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องทำ กฎหมายฉบับนี้เขียนมาให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติ กรรมการสิทธิมีหน้าที่ติดตามดูอีกทีหนึ่งว่าเมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ออกมาและมีหน้าที่ต้องคุ้มครองประชาชนแล้ว ยังทำหน้าที่ไม่ได้เพราะอะไร ก็ต้องทำหน้าที่พัฒนาองค์ความรู้เพื่อช่วยกันทำต่อไป
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้พูดถึงคนหลากหลายทางเพศด้วย คุณคิดว่าองค์ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ทุกวันนี้เรามีเพียงพอหรือยังเพื่อสร้างความเข้าใจกันและกัน?
เราไม่ต้องรู้อะไรมากหรอก เพราะยังมีสิ่งที่เราไม่รู้อีกเยอะ โดยเฉพาะเรื่องเพศ ยิ่งเราพยายามหาคำตอบโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ทางแพทย์หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็ยิ่งทำให้เราเข้าไปอยู่ในกรอบแล้วก็ผูกมัดตัวเองไว้ ทำให้เราไม่มีโอกาสหรือเสรีภาพที่จะเลือก เรามีหลักการเอาไว้ว่าเราไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าคุณจะเลือกเป็นอะไร คุณมีสิทธิจะใช้สิทธิได้ทุกที่ บอกแค่ว่าเพศหมายถึงเพศที่ไม่ใช่หญิงชายเท่านั้น หมายถึงเพศที่คนคนนั้นเป็นคนเลือก เวลานี้ในรัฐธรรมนูญ 50 ใช้คำว่า ชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ห้ามเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ พอถึงคำอธิบายรายมาตราก็บอกว่า คำว่าเพศหมายรวมถึงเพศที่ไม่ใช่หญิงชายด้วย ก็เป็นครั้งแรกที่มีการใช้คำนี้ มันก็ครอบคลุมถึงคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่าง คุณเป็นอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันผิด เพราะคุณไปสร้างกล่องอยู่สองกล่อง พอไปทำบัตรประชาชน ถ้าไม่ใช่ผู้ชายก็ต้องเป็นผู้หญิง ไม่รู้จะอยู่กล่องไหนพ่อแม่ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ลูกผู้ชายก็ต้องลูกผู้หญิง มีอยู่สองกล่อง แล้วถ้าลูกไม่ได้อยู่ในสองกล่องนี้ก็ไม่รู้จะเลี้ยงยังไง ในห้องเรียนก็เหมือนกัน ถ้ามีเด็กที่ไม่ใช่ผู้ชายหรือผู้หญิงครูก็สอนไม่เป็นอีก ดังนั้น ดิฉันคิดว่าความรู้ที่จะทำให้ตนเองไม่ต้องถูกพันธนาการก็คือการเปิดโอกาสที่จะไม่กำหนด
แต่ถ้าเรามีลูกเป็นเกย์ เราก็ต้องการความรู้ที่จะเลี้ยงเขา ต้องการหนังสือสุขศึกษาที่จะสอนเขา ไม่ใช่เหรอ?
ใช่ ทุกวันนี้ที่ลูกผู้ชายหวีผม ผัดหน้าอยู่หน้ากระจก พ่อแม่ก็เป็นทุกข์กันอยู่นั่นแหละ แต่ไม่รู้จะทำยังไง
ถ้าอย่างนั้นก็ควรต้องสร้างความรู้ออกมา?
ก็ใช่ ความรู้นี่หมายถึงเปิดโอกาสตัวเองให้เรียนรู้ ที่เราไม่รู้เพราะเราปิดโอกาสตัวเอง เราเห็นผู้ชายที่หวีผม ผัดหน้า เราก็ว่าผิดปกติ เป็นโรคจิต ต้องรักษา แล้วเราก็ปิดประตูความรู้ของเราเลย ไม่สนใจ เราก็เลยไม่รู้ไงดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องรื้อกันทั้งระบบเลย เรื่องผู้ชาย-ผู้หญิงจะไม่ไปไหน ถ้าเราไม่พูดเรื่องนี้ไปด้วยกัน การพูดถึงเรื่องความเสมอภาคหญิง-ชาย พวกหลากหลายทางเพศอาจจะมองว่าเรื่องความเสมอภาคมันมาไกลกว่าพวกเขาเยอะ เพราะการเรียกร้องความเสมอภาคของผู้หญิงก็มีมานานแล้ว เรารู้ว่าเรามาไกล แต่เราก็ยังอยู่ในกล่องผู้หญิง-ผู้ชาย ตราบใดที่เรายังอยู่ในกล่องแบบนี้ เราก็จะไม่มีวันเท่ากับผู้ชายเพราะเราก็ต้องถูกบอกว่าเราต้องอยู่ในกล่องผู้หญิงเท่านั้น ในกล่องผู้ชายเท่านั้น ผู้ชายเองก็ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกจำกัดเหมือนกัน เพราะผู้ชายเองก็ไม่ได้อยากอยู่ในกล่องผู้ชาย ผู้ชายเองก็อยากมีเสรีภาพที่จะเลือกทำสิ่งที่ให้โอกาสตัวเองเรียนรู้
ถ้าหากเราไม่เอาเรื่องนี้มาเป็นเรื่องเดียวกัน มันจะไม่ไปไหนไกล มันก็ออกจากกล่องนี้มาอยู่กล่องนี้ เหมือนที่มีคนพูดว่าถ้าตราบใดที่นายกรัฐมนตรียังไม่เป็นผู้หญิง ตราบนั้นก็ยังไม่ไปถึงนั้น ซึ่งดิฉันก็รู้สึกว่าย้ายจากกล่องนั้นมากล่องนี้ แต่ถ้าเมื่อใดเราเข้าใจความเป็นมนุษย์ เราก้าวข้ามพ้นจากกรอบหนึ่ง มันเป็นเพียงเพศทางกายที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา แต่มนุษย์เราสามารถเลือกได้ โดยทฤษฎี มนุษย์เราเกิดมามีเสรี โหยหาเสรีภาพ เราจึงควรทำความเข้าใจว่าถ้าเราโหยหาเสรีภาพ เราก็ควรมีเสรีภาพในเรื่องอะไรบ้าง ที่เป็นๆ อยู่ มันควบคุมอะไรเราไว้ ไม่ได้หมายความว่ามีเสรีภาพจนกระทั่งปั่นป่วนนะ แต่เราต้องค้นพบว่าอะไรบ้างที่พันธนาการเราอยู่ ซึ่งดิฉันก็พบว่าเพศคือตัวพันธนาการที่หนักหนาสาหัส ทำให้เกิดอคติต่างๆ นานา
ถ้าเราข้ามพ้นเรื่องนี้ไปได้ เราจะไม่กังวลกับมันเลยว่าสิ่งนี้ผู้หญิงทำได้ ผู้ชายทำไม่ได้ เพราะเราจะรู้สึกว่าทุกคนทำได้ แต่ทำแล้วจะดีหรือไม่ดีนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แบ่งปันข้อมูลโดย คุณเล็ก กลุ่มสะพาน กลุ่มสร้างสื่อเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิหญิงรักหญิง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.tcijthai.com/interview-piece/519



